
นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน โดยเป็นเพียงการเรียกภาคเอกชนเข้าไปรับฟังการรายงานสถานการณ์ เช่น เรื่องวีซ่าหากเกิดเหตุสุดวิสัยจะไม่มีการปรับเงิน แต่ไม่ได้มีการหารือถึงตัวเลขงบประมาณหรือแนวทางการเยียวยาผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
“การแก้ปัญหาในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีเงินมาบริหารจัดการ รัฐบาลควรระดมกำลังภาคเอกชนมาหารือตั้งแต่ต้น และต้องมีความกล้าหาญในการตั้งงบประมาณฉุกเฉินเบื้องต้น เช่น 5 ล้านบาท หรือดึงเงินจากกองทุนการท่องเที่ยวเพื่อนำมาเยียวยาดูแลค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าโรงแรมที่พัก ค่ารถบัส หรือค่าอาหาร แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับภาคเอกชนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายไปก่อน ซึ่งในยามฉุกเฉินการดึงงบประมาณมาใช้สามารถทำได้และไม่ผิดระเบียบ ซึ่งท่านรัฐมนตรีพูดในทำนองว่าไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้มาดูแลเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีให้ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ ดูแล”
นายธนพล กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นตอนนี้เชื่อมโยงไปถึงตลาดคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ (Outbound) และประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้กระทบถึงเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางบินไปยุโรปส่วนใหญ่กว่า 65-70% ต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลาง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยเกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่กล้าเดินทาง และขอยกเลิกทริปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทริปที่มีกำหนดการเดินทางในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน แม้ปัจจุบันสายการบินจากตะวันออกกลางจะเริ่มกลับมาทำการบินบ้างแล้ว 1-2 เที่ยวบิน แต่ก็ไม่ครบทุกเส้นทาง และถึงเปิดบินก็แทบไม่มีนักท่องเที่ยวไทยคนใดกล้าเสี่ยงเดินทางไป
“เฉพาะในส่วนของผมมีลูกค้ายกเลิกการเดินทางไปแล้วกว่า 300 คน และหากประเมินภาพรวมจากบริษัททัวร์ทั่วประเทศ คาดว่าจะมีผู้ยกเลิกการเดินทางเกิน 1,000 คนอย่างแน่นอน ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ บริษัททัวร์ไม่สามารถคืนเงินค่าเดินทางให้กับลูกค้าได้ทั้งหมด เนื่องจากทริปเหล่านี้ใกล้ถึงวันเดินทาง ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ขึ้นไปแล้ว ทั้งค่าโรงแรมและสายการบิน ซึ่งไม่สามารถเบิกคืนได้”
ทางด้านพลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมการบินไทยว่า ขณะนี้ภาคการบินต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบินและจำนวนเที่ยวบินในบางเส้นทาง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการและประเมินแนวโน้มการเติบโตใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เที่ยวบินในบางโซน โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคดังกล่าว มีจำนวนลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการปิดหรือจำกัดการใช้ห้วงอากาศของบางประเทศ ทำให้สายการบินต้องปรับแผนการบินและลดเที่ยวบินในบางเส้นทาง ส่งผลให้ต้องมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ หรือเพิ่มเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการดึงดูดผู้โดยสารให้เข้ามาใช้บริการในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อชดเชยจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคาค่าโดยสารเที่ยวบินนั้น ยืนยันว่า ปัจจุบันค่าโดยสารยังคงอยู่ภายใต้เพดานราคาที่กฎหมายกำหนด และผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารไว้แล้วแต่ไม่สามารถเดินทางได้จากเหตุการณ์ความไม่สงบ สายการบินจะต้องดูแลผู้โดยสารตามระเบียบ เช่น การจัดหาที่พักหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ออกประกาศ กพท.101 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้สายการบินต้องดูแลผู้โดยสารในกรณีเที่ยวบินล่าช้าหรือไม่สามารถเดินทางได้ และปัจจุบันกฎดังกล่าวครอบคลุมทั้งสายการบินไทยและสายการบินต่างชาติที่ให้บริการในประเทศไทย โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินชดเชย แต่ต้องการเดินทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด เนื่องจากไม่มีใครต้องการติดค้างอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน
พลอากาศเอกมนัส กล่าวว่า แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ตารางการบินภาคฤดูร้อน (Summer Slot) ยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 5-8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะตลาดจีนและอินเดียที่เริ่มกลับมาอย่างคึกคัก ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความหนาแน่นเกือบตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงที่เป็น Non-peak เนื่องจากประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย เมื่อเทียบกับพื้นที่ขัดแย้งอื่น ๆ ทำให้นักท่องเที่ยวยังคงเลือกเดินทางมาไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อเส้นทางบินบางส่วน เช่น เส้นทางที่ใช้ภูมิภาคดังกล่าวเป็นจุดแวะเติมน้ำมันก่อนเดินทางต่อไปยุโรป แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในระดับจำกัด และระบบการบินของไทยยังสามารถรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลกระทบด้านต้นทุนน้ำมันอากาศยาน ยอมรับว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยในช่วงแรกของความขัดแย้งราคาดีดตัวขึ้นเกือบ 3 เท่า จากประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม กพท. ได้พยายามกำกับดูแลไม่ให้ผู้ซัพพลายน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาจากสต็อกเดิมที่มีอยู่ พร้อมเตรียมหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือขอความร่วมมือจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ในการลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เพื่อช่วยพยุงราคาตั๋วโดยสารไม่ให้พุ่งสูงเกินไปจนกระทบต่อประชาชน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งตนยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามจะยุติลงเมื่อใด เนื่องจากสถานการณ์สงครามเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก แม้ตนจะเคยเป็นทหารมาก่อนก็ไม่สามารถระบุระยะเวลาได้
ขณะที่นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและข้อมูลเอสเอ็มอี ดีแบงก์ ได้ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยผลกระทบทางตรง คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมี จะปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก อีกทั้ง เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า จากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้น ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบทางอ้อม ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอย จำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น
ทั้งนี้ ภาคผลิต มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากต้นทุนค่าพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงกว่า 60-70% ขณะที่ภาคบริการ ยกเว้นธุรกิจโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าว อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหาร และเกษตรแปรรูป เกิดการตื่นตัวลงทุนในกลุ่ม Green Energy และ Energy Efficiency รวมถึง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนั้น อาจเกิดการย้ายฐานผลิต หรือชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายถิ่นมายังประเทศที่มีความปลอดภัยกว่า เป็นต้น
“จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ มุ่งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการลงทุนใน Energy Efficiency สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระจายหาตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน”
นายพิชิต กล่าวต่อว่า จากวิกฤตดังกล่าว เอสเอ็มอี ดีแบงก์ ได้เตรียมแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึง เสริมสภาพคล่อง ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด , “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเติมความรู้ ผ่าน แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ซึ่งสามารถเติมความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี มุ่งเพิ่มทักษะ ยกระดับเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน รวมถึง ขยายตลาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน