
กฟผ.รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ชะตาภายใน 120 วัน หรือช่วง มี.ค.66 อย่างมีความหวัง เพื่อรักษาระดับการผลิตไฟฟ้าสัดส่วน 51% หลังสูญเสียให้ผู้ผลิตเอกชนเหลือเพียง 32% ยื่นข้อเสนอกระทรวงพลังงานเพิ่มการผลิตไฟโซลาร์ฯลอยน้ำไฮบริดเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ มุ่งพลังงานสะอาดลดโลกร้อน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงความคืบหน้าการวินิจฉัยยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน (พ.ศ. 2559 -2563) และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี) ปี 2565-2580 ทำให้สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของภาครัฐลดต่ำลงกว่า 51% เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 ประกอบ มาตรา 3 วรรค 2 หรือไม่ ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดพิจารณาวินิจฉัยคดีดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หรือภายในเดือน มี.ค.2566
ทั้งนี้ หลังจากที่ศาลฯรับคำร้องวินิจฉัย และเมื่อ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฯได้สั่งให้ รมว.พลังงานและ 7 ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน ซึ่งได้ชี้แจงไปแล้ว ดังนั้น จากนี้ไปต้องรอคำวินิจฉัยว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 120 วัน โดยก่อนหน้านี้ นายสุทธิพร ประทุมเทวาพิทักษ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ยื่นร้องศาลฯ หากที่สุดศาลฯชี้ว่าขัดก็จะต้องดูว่าแผนพีดีพีฉบับใหม่ (พีดีพี 2022) ที่กำลังจัดทำจะมีสัดส่วนกำลังการผลิตเป็นอย่างไร แต่หากไม่ขัดก็คงเดินหน้าต่อไปตามปกติ
ทั้งนี้ ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.มีสัดส่วนเพียง 32% ส่วนที่เหลือ ล้วนเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเอกชน ทั้งรูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (ไอพีพี) สัดส่วนราว 31% ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (เอสพีพี) 18% เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมามีการตีความว่า ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ถือว่าเป็นสัดส่วนของ กฟผ.แต่ข้อเท็จจริงแล้ว หากไม่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็นของตนเอง ความมั่นคงด้านพลังงานก็ย่อมไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างต่างประเทศ ก็มีให้เห็นเช่น กรณีไฟฟ้าดับกินพื้นที่เป็นวงกว้างที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ นอกจากนี้โรงไฟฟ้าเอกชน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินการสั่งการให้ดำเนินการใดๆจะไม่ง่ายเหมือนโรงไฟฟ้าของรัฐบาล และทุกอย่างมีสัญญา หาก กฟผ.ไม่ดำเนินตามก็โดนฟ้องร้อง เป็นต้น
สำหรับแผนพีดีพี 2022 (ปี 2565-2580) ที่กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างจัดทำนั้น กฟผ.ได้ส่งข้อเสนอให้กระทรวงพลังงาน เพื่อประกอบการพิจารณา โดยขอเพิ่มสัดส่วน กำลังการผลิตไฟฟ้าจากไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบผสมผสาน ระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์กับพลังน้ำ จากเขื่อน ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำจาก 2,725 เมกะวัตต์ เป็น 10,000 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน แผนพีดีพีใหม่ได้ปรับปรุงการคาดการณ์ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย หลังจากช่วงโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงต่อเนื่อง จนทำให้มีปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงแต่ในปีนี้คาดว่าการใช้ไฟฟ้าจะเติบโต 3-4% ส่วนกรณีมีผู้เสนอให้ใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ กำลังผลิต 200 เมกะวัตต์ ก็เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะก่อสร้างใกล้กับแหล่งที่มีปริมาณน้ำธรรมชาติจำนวนมาก เพื่อระบายน้ำในกระบวนการผลิต และมีสายส่งไฟฟ้ารองรับ แต่ต้องใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้.