เตรียมรับเศรษฐกิจโลกถดถอย “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนักหน่วง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เตรียมรับเศรษฐกิจโลกถดถอย “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนักหน่วง

Date Time: 10 ต.ค. 2565 13:00 น.

Summary

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กูรูเศรษฐศาสตร์มหภาครุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาพการณ์ และปัญหาเศรษฐกิจไทย

Latest

บีวายดีปลื้มผู้นำรถ NEV ไทย ผลิตรถชดเชยครบ EV 3.0 พร้อมรุกส่งออก

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศไทย (จีดีพี) ในปี 2565 ว่า ทั้งปีน่าจะเติบโตได้ราว 2.5-3.0% แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายด้าน ทั้งภายใน-ภายนอก

อาจทำให้ความคาดหวังข้างต้นเปลี่ยนไป และไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งยังมีแนวโน้มต่อเนื่องถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีหน้า 2566 ด้วย

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กูรูเศรษฐศาสตร์มหภาครุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาพการณ์ และปัญหาเศรษฐกิจไทย นับจากช่วงเวลานี้ไปจนถึงกลางปีหน้า ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจประเทศไทยในปีหน้า 2566 มีโอกาสเผชิญปัญหาหนักหน่วงกว่าปีนี้

สิ่งสำคัญที่เขาเตือนลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ และคาดหวังว่าจะให้คนไทยส่วนใหญ่รับรู้ก่อนจะถึงวันเวลานั้นก็คือ “เงินสด” จะกลับมามีบทบาทสูงอีกครั้งและการถือเงินสดไว้ในมือมากพอ นับจากช่วงเวลานี้ ต่อไปอีก 6-8 เดือน จะทำให้ภาคธุรกิจเอกชนไทย มีหน้าตักสูงพอจะต้านทานสงครามเศรษฐกิจในรอบใหม่ได้

“อย่างน้อยๆ เราจะสามารถตอบครูใหญ่ได้ว่า ทุนสำรองเงินตราของเรายังมีอยู่เต็ม ดุลการค้าเราก็ดี ส่งออกดี และการท่องเที่ยวทำรายได้อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วยให้เรา”

ทั้งหมดนี้ แปลว่า ประเทศไทยจะไม่ตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นห่วงว่าจะล้มละลายโดมิโนในกลุ่มของประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ไอเอ็มเอฟออก 5 คำเตือน

ดร.กอบศักดิ์เริ่มต้นเล่าว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันจะเป็นวิกฤติหรือโอกาสของประเทศไทย ต้องวิเคราะห์ไปพร้อมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เห็นได้จากการกล่าวสุนทรพจน์ ของ นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งได้กล่าวโหมโรงก่อนการประชุมใหญ่ประจำปีของผู้ว่าการแบงก์ชาติและรัฐมนตรีคลังประเทศต่างๆ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 10-16 ต.ค.นี้

มีคำเตือนที่น่าสนใจอยู่ 5 เรื่อง เสมือนให้การบ้านทุกคนทำ ทุกคนคิด ก่อนที่จะมาเจอกัน

คำเตือนที่ 1 เศรษฐกิจโลกกำลังทรุดตัวอย่างน่ากังวลใจ โอกาสของเศรษฐกิจโลกถดถอย (Global Recessions) กำลังเพิ่มขึ้น โดยสัปดาห์หน้าไอเอ็มเอฟจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเป็นครั้งที่ 4 สำหรับปี 2566 ที่สำคัญ 1/3 ของเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่การหดตัวของเศรษฐกิจ 2 ไตรมาสต่อกันภายในปีนี้ และปีหน้าความเสียหายจาก Output Loss หรือเศรษฐกิจที่ควรโตแต่ไม่โต อยู่ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณเท่ากับเศรษฐกิจเยอรมันทั้งประเทศ

คำเตือนที่ 2 ประเทศต่างๆต้องระวังการเดินนโยบายผิดพลาด เงินเฟ้อยังดื้อแพ่ง ไม่ยอมลงนโยบายการเงินยังต้องเดินหน้าต่อไป ต้องไม่ใจอ่อน ต้องไม่หยุด ก่อนเวลาอันควร การตัดสินใจต้องเด็ดเดี่ยว แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงไม่เช่นนั้นการใจอ่อน จะนำมาซึ่งความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ในอนาคต

คำเตือนที่ 3 ประเทศต่างๆระวังการออกนโยบายการคลังที่ไม่เหมาะสม นโยบายการเงินและการคลังต้องไปด้วยกัน อย่าไปคนละทาง อย่างอังกฤษเสนอต้องไม่ควรช่วยเป็นการทั่วไป เพราะถ้าช่วยทุกคน จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ บ่อนทำลายการสู้ศึกเงินเฟ้อของแบงก์ชาติ สิ่งที่ควรทำ คือ ช่วยเป็นจุดๆ เน้นกลุ่มเปราะบาง เป็นสำคัญเป็นการชั่วคราว

คำเตือนที่ 4 มรสุมการเริ่มผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets Debt Crisis) กำลังก่อตัวจากค่าเงินดอลลาร์แข็ง ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น เงินที่กำลังไหลออกจาก Emerging Markets กำลังทำให้ประเทศเกิดใหม่เริ่มเซ โอกาสที่เงินจะไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 40% โดยมากกว่า 25% ของประเทศ Emerging Markets ได้ผิดนัดชำระหนี้หรือราคาพันธบัตรรัฐบาลตกแรงมาอยู่ระดับ “Distressed Level” ที่จะทำให้กู้ยากต่อไปและถ้าเจาะลึกลงไปที่ประเทศในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ (Low-income Countries) พบว่า เกินครึ่ง หรือ 60% กำลังมีหรือจะมีปัญหา Debt Distress ที่ราคาพันธบัตรตก ดอกเบี้ยพุ่งสูง มีปัญหาในการกู้ยืมจากตลาด

คำเตือนที่ 5 ต้อง Work together จะรอดจากปัญหานี้ได้ จะลดความเสียหายให้น้อยได้ทุกประเทศต้องทำงานร่วมกันไม่ไปคนละทิศคนละทางเหมือนช่วงที่สู้ศึกโควิด

“ปกติแล้วไอเอ็มเอฟจะระมัดระวังเรื่องการพูด พยายามที่จะปลอบตลาดให้สบายใจ ไม่ตกใจ การที่ออกมาเช่นนี้ ชี้ว่าสถานการณ์คงมีปัญหา จนต้องยอมพูด ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์จริงในปีหน้าคงแย่กว่าที่ออกมาเตือน เพราะปกติแล้ว การประมาณการเศรษฐกิจจะวิ่งตามสิ่งที่เกิดขึ้น โดยช่วงวิกฤติตัวเลขจะออกมาพลาด สูงกว่าจริงอยู่ระยะหนึ่งและในส่วนของวิกฤติ Emerging Markets หรือประเทศเกิดใหม่นั้น ไอเอ็มเอฟจะเห็นมากที่สุด เพราะเป็นห้องฉุกเฉินที่คอยดูแลประเทศที่เกิดปัญหาแต่คุณหมอก็คงไม่บอกทั้งหมด ที่คุณหมอรู้”

ตัวเลขสะท้อนโลกเริ่มแย่

ดร.กอบศักดิ์กล่าวต่อไปว่า การที่ไอเอ็มเอฟยอมบอกว่า 1 ใน 4 ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่เริ่มมีปัญหา และมากกว่าครึ่งของประเทศที่มีรายได้ต่ำ กำลังมีปัญหาเป็นระฆังเตือนภัยครั้งใหญ่ที่มีนัยต่อไปว่าวิกฤติได้อยู่ข้างหน้าเรียบร้อย

ประเทศไทยและเราทุกคนต้องเตรียมความพร้อมให้มากขึ้นซึ่งหากเราใช้เวลาที่เหลือเตรียมให้ดี ก็จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบา พอผ่านไปได้ เพราะภาคท่องเที่ยวของไทยกำลังดีขึ้น เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นเรื่อยๆ แต่พอเศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยจะกระทบไปทุกประเทศรวมทั้งไทย

“เราเริ่มเห็นตัวเลขที่แปลกๆ เช่น ตัวเลขส่งออกของไทยที่ประกาศว่าขยายตัวขึ้นทุกเดือนเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่เมื่อมาดูตัวเลขปรับฤดูกาลแล้วของเดือนนี้กับเดือนก่อนหน้า พบว่า ติดลบมาแล้ว 3 เดือน โดยเดือน ก.ค. ติดลบ 3% และเดือน ส.ค. ติดลบ 4% รวม 2 เดือน ติดลบ 7% ทั้งๆที่วิกฤติยังมาไม่ถึง”

ตัวเลขที่แปลกๆยังรวมไปถึงตัวเลขการบริโภคที่หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

ได้ขยายตัวขึ้น 16-17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อไปดูระดับของยอดขายกลับมีปริมาณเท่าเดิมจากเดือนก่อนหน้าหรือขยายตัว 0% ลักษณะเหมือนกับเดินไปได้ แต่ตัวเลขการบริโภคเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ากลับไม่ขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัว เพราะโลกเริ่มแย่กว่าเดิม

เห็นได้จาก ดัชนี PMI ที่ชี้การสั่งซื้อสินค้าในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป อังกฤษ และจีน ล้วนตกลงทั้งหมด สะท้อนทุกอย่างกำลังเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอลงเรื่อยๆ

และการส่งออกของไทยคิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อปีหน้าเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยเฉพาะปีนี้จีนก็กำลังมีปัญหา ฉะนั้น การแก้ปัญหาครั้งนี้จะยากที่สุด เพราะจะไม่มีใครซื้อสินค้าจากไทย จะเหลือเพียงตลาดอาเซียน อินเดีย ที่พอไปได้แต่เล็กเกินไป ที่ยังมีโอกาสคือ ในปีหน้าจะเกิดวิกฤติอาหารโลก ทำให้การส่งออกอาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าโภคภัณฑ์ยังไปได้และมีค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาช่วยสนับสนุน

ไทยไขว่คว้าโอกาสในวิกฤติ

ประเทศไทยยังมีโอกาสในวิกฤติ เพราะมีภาคท่องเที่ยวมาช่วย เห็นได้จากต้นปีที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเดือนละ 150,000 คน แต่ตอนนี้เข้ามาเดือนละไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน ตลอดปีนี้น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน และถ้าจีนเปิดประเทศก็จะยิ่งช่วยมากขึ้น ในปี 2566 อาจจะได้ 20 ล้านคน

เมื่อเทียบจากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเลย

หรือที่ประเทศไทยเคยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ใน 2 ปีที่ผ่านมาสูญหายไปเลย และรายได้ตรงนี้กำลังกลับมาช่วยเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเอางบประมาณมาให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้เต็มที่

โดยเฉพาะการทำโฆษณาในจีน เมื่อถึงเวลาที่จีนเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวชาวจีนจะได้กลับมาไทยทันทีเพราะเป็นประเทศที่เขาอยากมามากที่สุดอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน การสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นให้กับประเทศไทย คือ รัฐบาลต้องเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อนุมัติไปแล้ว โดยเฉพาะโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ทั้งสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการท่าเรือแหลมฉบัง และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ตลอดจนโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าใต้ดิน เพราะสิ่งที่ยากคือการอนุมัติ ในเมื่อโครงการเหล่านี้อนุมัติแล้ว ต้องเร่งให้ลงทุนเร็วที่สุด

รวมไปถึงการเร่งออกแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบฟาสต์แทร็ก สำหรับดึงการย้ายฐานการลงทุนจากประเทศต่างๆเข้ามาในไทย และการเร่งดึงชาวต่างชาติที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการวีซ่า LTR (Long-Term Resident Visa: LTR Visa) ที่เปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2565 ซึ่งให้ระยะเวลาพำนักในไทย 10 ปี ชำระภาษีบุคคลธรรมดาเพียง 17%

“สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งรัดทำ ห่วงว่าเป็นช่วงรอยต่อทางการเมือง กำลังจะมีการเลือกตั้ง ฉะนั้น ขอเพียงให้ฝ่ายการเมืองจัดงบให้ ททท.และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และให้นโยบายหน่วยงานเหล่านี้ไปทำ ประเทศไทยก็เดินหน้าได้ และอยากให้นายกรัฐมนตรีทำวอร์รูมเพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่ตอนนี้”

ธปท.ต้องตุนทุนสำรองเอาไว้

ดร.กอบศักดิ์กล่าวต่อไปว่า การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อต้องการปราบเงินเฟ้อของสหรัฐฯให้จบ

“ประธานเฟดบอกว่า ถ้าไม่จัดการตอนนี้ วันข้างหน้าก็ต้องกลับมาจัดการและจะเสียหายมากกว่านี้ เพราะต่อให้เศรษฐกิจขยายตัว 5% แต่เงินเฟ้อมากกว่า ต่อให้เงินเดือนขึ้นก็ถูกเงินเฟ้อกินหมด และมีนักข่าวถามว่าไม่กลัวเศรษฐกิจโลกถดถอยหรือ ประธานเฟดก็ตอบว่า เราเป็นธนาคารกลางของสหรัฐฯไม่ใช่ธนาคารกลางของโลก และถ้าสหรัฐฯจัดการเงินเฟ้อได้ ทุกคนก็จะดี แต่หากเราจัดการเงินเฟ้อไม่ได้ทุกคนก็จะแย่”

ฉะนั้น เมื่อเฟดคิดแบบนี้ก็จะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อไป ซึ่งในการประชุมครั้งถัดไปหากเงินเฟ้อยังสูงคงจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% แต่ถ้าเงินเฟ้อเริ่มลดลงดอกเบี้ยนโยบายคงจะอยู่ที่ 0.5% และในปีหน้าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยลดลงเรื่อยๆ

“ให้ประเมินรวมๆแล้วดอกเบี้ยนโยบายของเฟดตอนนี้ที่ 3-3.25% ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น ผมคิดว่าปลายปีนี้คงได้เห็น 4% ส่วนในปีหน้าอย่างน้อยได้เห็นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่ระดับ 5-6%”

สำหรับธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ต้องรักษาทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ตอนนี้เอาไว้ ยอมปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไป เพราะเป็นการอ่อนค่าเหมือนกับค่าเงินอื่นๆในภูมิภาค จะมีเพียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้นที่แข็งค่า

ที่พูดเช่นนี้เพราะจากนี้ไปไทยจะไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเข้ามาเพิ่ม เพราะส่งออกไม่ได้ เศรษฐกิจไม่ดี และมีเงินไหลออกนอกประเทศ หากยังนำทุน สำรองระหว่างประเทศที่มีไปสู้ค่าเงินอีก พอในปีหน้าที่เกิดเศรษฐกิจโลกถดถอยแล้วไทยเกิดมีทุนสำรองระหว่างประเทศน้อยก็จะเป็นเป้าถูกโจมตีจากกองทุนเก็งกำไร (เฮดฟันด์)

“ปีนี้เราต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศไว้เยอะๆ เพื่อทำให้ทั่วโลกเห็นว่าไทยยังเข้มแข็งและไปต่อได้ เพราะฉะนั้นปีนี้ต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นปีหน้าจะถูกเฮดฟันด์โจมตี”

เห็นได้จากในปีนี้ประเทศในตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ ศรีลังกา ปากีสถาน บังกลาเทศ อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ อาร์เจนตินา เข้ารับการช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟแล้ว และเมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอย “ใครจะเป็นโดมิโนตัวต่อไป”

@@@@@@@

ดร.กอบศักดิ์สรุปทิ้งท้ายว่า ได้พูดคุย ให้คำปรึกษา จัดสัมมนา ให้กับลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ ให้เตรียมตัวรับวิกฤติและเศรษฐกิจโลกถดถอยในช่วงกลางปี 2566 ปีนี้ต้องทำให้ดี เพื่อผ่านปีหน้าไปให้ได้ โครงการใดที่ไม่จำเป็นให้เก็บไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าในปีหน้าวิกฤติจะแย่แค่ไหน

รวมทั้งให้ถือเงินสดเอาไว้ รอให้วิกฤติผ่านไปจะเป็นโอกาสซื้อหุ้นดีๆ และขอให้คิดเสมอว่า ทุกวิกฤติมีโอกาส วิกฤติยิ่งใหญ่โอกาสยิ่งเยอะ เราเตือนลูกค้าเราทุกคนเลย.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ