
ขานรับราคาน้ำมันโลกขาลง ผู้ค้าในประเทศปรับลดราคาเบนซินทันทีลิตรละ 3 บาท แต่ดีเซลยังลดไม่ได้ ภาคเอกชนจับตาค่าเงินบาท หวั่นแตะ 37 บาท ม.หอการค้าไทย คาดปีนี้ไทยขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากราคาน้ำมันตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงมากกว่า 8% เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสัญญาเวสต์เท็กซัส ลดลงมาอยู่ที่ 99.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 8.91 ดอลลาร์หรือ 8.2% ราคาน้ำมันดิบสัญญาเบรนท์ ลดลงสู่ระดับ 102.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 10.73 ดอลลาร์ หรือ 9.5% นับเป็นการลดลงมากที่สุด นับตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ได้ประกาศใช้มาตรการตรวจหาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งใหญ่เป็นระยะเวลา 3 วัน และนักลงทุนได้แสดงความวิตกว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ อาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ
ล่าสุด กรณีดังกล่าวได้ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. และบางจาก ได้ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลงถึง 3 บาท ยกเว้นเฉพาะอี 85 ปรับลด 1.80 บาท ส่วนดีเซลราคาคงเดิม มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. เป็นต้นไป ส่งผลให้น้ำมันเบนซิน ปรับราคาอยู่ที่ 48.96 บาทต่อลิตร ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 41.55 บาทต่อลิตร อี 20 อยู่ที่ 40.44 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.28 บาทต่อลิตร อี 85 อยู่ที่ 35.34 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มน้ำมันดีเซลทุกชนิดราคายังคงเดิม โดยดีเซล บี 7 อยู่ที่ 34.96 บาทต่อลิตร ดีเซล อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร ดีเซลบี 20 อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม บี 7 อยู่ที่ 46.36 บาทต่อลิตร
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกได้ปรับลดลงอย่างรุนแรง แต่ราคาขายปลีกในประเทศ ยังไม่สามารถปรับลดราคาลงได้มากกว่านี้หรือโดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ภาครัฐไม่สามารถปรับลดราคาขายปลีกลงได้ เพราะขณะนี้กองทุนน้ำมันยังอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 5.56 บาท/ลิตร หรือ 373 ล้านบาท/วัน และกองทุนน้ำมันยังมีภาระอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) 45 ล้านบาทต่อวัน ส่วนกลุ่มเบนซิน ไม่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน ทำให้ผู้ค้าสามารถลดราคาได้ทันที
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมาแตะระดับ 36.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอัตราอ่อนค่าที่สุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน โดยคาดการณ์ว่าค่าบาทอาจจะอ่อนค่าแตะระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ตามการไหลออกของเงินทุนต่างชาติหลังเงินสหรัฐฯ และค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น ส.อ.ท.เห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรจะต้องติดตามดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และต้องการการ บริหารจัดการเรื่องนี้ ต้องมีนโยบายวางสมดุลระหว่างการนำเข้า การส่งออก และอัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญ เพื่อดูแลเศรษฐกิจภาพรวม เพราะค่าเงินบาทไม่ควรผันผวนเร็วเกินไป และต้องสะท้อนภูมิภาคอาเซียนเป็นสำคัญ
ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาถึงกว่า36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลมาจาก 2 สาเหตุคือ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆลดลง ทั้งหุ้น, คริปโตเคอร์เรนซี, สินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมัน ทองคำ ส่งผลให้คนพักการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ และหันมาถือเงินสดมากขึ้น ประกอบกับธนาคารกลางของสหรัฐฯ หรือเฟด จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี โดยขึ้นครั้งละ 0.75% ทั้งปีน่าจะขึ้นไปถึง 3.25% ทำให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยของสหรัฐฯ สูงขึ้น ส่งผลให้คนหันมาถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเอากลับไปลงทุนในสหรัฐฯ จนดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า
“ทำให้เงินทุนไหลออกจากไทย ทั้งจากตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ เอากลับไปลงทุนที่สหรัฐฯ มองว่า ค่าเงินบาทจะทรงตัวระดับ 36-36.5 บาทต่อเหรียญฯ ในช่วง 1-3 เดือนนี้ หลังจากนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยมากขึ้น และการส่งออกขยายตัวมากขึ้น จะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ได้ ประกอบกับ ไทยจะค่อยๆปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้น มองว่าปีนี้ ไทยจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งต่อเนื่อง โดยปรับขึ้นครั้งละ 0.5% มาอยู่ที่ 1.25%”