
ผมเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากคงเคยได้ยินเรื่องของทฤษฎีสามเป็นไปไม่ได้ หรือ Impossible Trinity
ถ้าหากอธิบายทฤษฎีนี้แบบง่ายที่สุด ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินจากธนาคารกลาง หรือนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 3 อย่างนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมีแค่ 2 นโยบายเท่านั้น
หากรัฐบาล หรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศเลือก 3 อย่างนี้พร้อมกันแล้ว ท้ายที่สุดจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
Impossible Trinity ที่ว่านี้ ประเทศไทยเคยประสบปัญหามาแล้วในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งไทยได้เลือก 3 สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในนโยบายการเงิน ได้แก่ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน, การกำหนดอัตราดอกเบี้ย และกำหนดให้เงินไหลเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี
ท้ายที่สุดไทยก็ต้องเลือกเหลือแค่ 2 สิ่ง นั่นก็คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย และกำหนดให้เงินไหลเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี แล้วปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยเป็นไปตามกลไกตลาด
บทความนี้ เราจะมาพูดถึงสิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันการเงินต่างชาติเริ่มพูดถึงมากในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลจีนกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีสามเป็นไปไม่ได้
อย่างที่เราทราบกันว่า จีนได้ใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์มาเป็นเวลานานนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ก่อนที่จะผ่อนคลายมากขึ้นในปี 2021 อย่างไรก็ดี จีนกลับมาใช้นโยบายดังกล่าวอย่างเข้มข้นอีกครั้งในปี 2022 ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา รวมถึงการแพร่ระบาดรอบล่าสุดคือสายพันธุ์โอมิครอน
นักวิเคราะห์หลายคน มองว่า จีนควรที่จะอยู่กับโควิด-19 เหมือนกับประเทศอื่นได้แล้ว อีกทั้งยังควรที่จะใช้วัคซีน mRNA เหมือนกับประเทศอื่น (แม้ว่าจะมีการทดลองในขั้นที่ 3 แล้วก็ตาม) ซึ่งจะช่วยลดการเจ็บป่วย หรือแม้แต่การตายของประชากรจีนได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับวัคซีนที่จีนใช้ในปัจจุบัน
ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้นำระดับสูงของจีนออกมากล่าวในเชิงปรามว่า ประชาชนไม่ควรตั้งคำถามกับนโยบายดังกล่าว และควรยึดมั่นในนโยบายโควิดเป็นศูนย์ แม้ว่าจะมีผลกระทบก็ตาม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน จีนออกมายอมรับแล้วว่า อาจต้องทำการปูพรมตรวจหาเชื้อโควิด-19 ตามเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และเมืองใกล้เคียง หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดอีกระลอกหนึ่ง ซึ่งผลกระทบดังกล่าวได้สร้างความกังวลว่าปัญหาภาคการผลิตในอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกอาจได้รับผลกระทบอีกครั้ง
ในบทวิเคราะห์ของ Crédit Agricole มองว่า สิ่งที่เราจะได้เห็นจากนี้ก็คือการปูพรมตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในสเกลใหญ่มหาศาลขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ประเทศจีนยังมีการแพร่ระบาด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดขนาดใหญ่ ส่งผลทำให้จีนต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้น ซึ่งเราจะเห็นในช่วงที่ผ่านมาอย่างเช่นกรณีของเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ที่ใช้เวลาล็อกดาวน์ยาวนานเกิน 2 เดือนแล้ว
Crédit Agricole ชี้ว่า นโยบายโควิดเป็นศูนย์จะถูกใช้ไปจนถึงการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2022 โดยการประชุมดังกล่าวนี้ถือเป็นการประชุมใหญ่ที่สุดของพรรคที่จัดทุกๆ 5 ปีด้วยกัน และ Crédit Agricole ยังคาดการณ์ว่า กว่าที่จีนจะผ่อนคลายนโยบายนี้จริงๆ อาจต้องรอไปถึงช่วงต้นปี 2023 เลยทีเดียว
ไม่ใช่แค่นโยบายโควิดเป็นศูนย์เท่านั้น แต่รัฐบาลจีนก็วางเป้าไว้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2022 ต้องเติบโตมากถึง 5.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้รัฐบาลจีนต้องหาทางที่จะทำให้เครื่องจักรเศรษฐกิจแต่ละตัวเดินเครื่องต่อไปได้ แม้ว่าจะยังใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ควบคู่ไปด้วยก็ตาม
ทั้งนี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจในเดือนเมษายนของจีนถือว่าย่ำแย่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขภาคการผลิตที่เติบโตแค่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ ต่างกับเดือนมีนาคมที่เติบโต 5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจีนต้องแก้ไขอีกคือ อัตราว่างงาน ซึ่งทำสถิติสูงสุดที่ 6.1 เปอร์เซ็นต์
เมื่อหลายปัจจัยทางเศรษฐกิจจากผลของการล็อกดาวน์ออกมา รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจออกมาตรการมากถึง 33 ข้อ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจจีนกลับมาได้อีกครั้ง และพยายามที่จะให้เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์น้อยที่สุด โดยมาตรการที่จีนนำมาใช้ เช่น
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินชั้นนำมองว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 2 ที่กำลังจะหมดลงในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจจีนคงต้องเจอกับสภาวะถดถอย และกว่าที่จะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งอาจต้องรอไปถึงปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4
ถ้าหากใครได้ตามเรื่องเศรษฐกิจจีนมาบ้าง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวเน้นย้ำในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ว่าต้องการให้เศรษฐกิจจีนเติบโตไปได้ แต่อีกด้านหนึ่งเองเขาก็ได้กล่าวว่าจีนจะต้องลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือปริมาณหนี้มหาศาลของประเทศจีน ที่อาจสร้างผลกระทบในภายหลังได้
นั่นจึงทำให้เราเห็นนโยบายทางการเงินจากธนาคารกลางของจีน (PBoC) ที่อาจสร้างความผิดหวังในหลายครั้ง เช่น ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่าเดิม ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยลง เป็นต้น
สาเหตุสำคัญนั้นมาจากต้องการไม่ให้เศรษฐกิจจีนเกิดความเสี่ยงจนควบคุมไม่ได้นั่นเอง
ในท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจจีน ถูกบังคับให้เลือกเพียง 2 ทางเท่านั้น ไม่มีพื้นที่สำหรับทางที่สาม และเราต้องจับตามองว่ารัฐบาลจีนจะเลือกใช้นโยบายเศรษฐกิจอะไร ความเสี่ยงที่จีนเลือกนั้น อาจสร้างผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งในกรณีเลวร้ายสุด ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่านี้ได้
ที่มา: บทวิเคราะห์จาก BBVA, HSBC, Goldman Sachs