
รัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่าน พ.ร.ก. เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน แบ่งเป็นลดค่าครองชีพและลงทุนพลังงาน
เรื่องราวของพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง เพราะเม็ดก้อนนี้จะกลายเป็น “ต้นทุนหนี้” ที่คนทั้งประเทศต้องแบกรับไปอีกในระยะยาว แม้รัฐบาลปัจจุบันย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้จำเป็นมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทำไมสภาพัฒน์ยังมองว่าถึงมีการกู้เงิน 4 แสนล้าน แต่จีดีพีไทยปี 2569 นี้จะอยู่ที่ 1.5-2.5% ล่ะ
ท่ามกลางความรู้สึกอึมครึมว่าเศรษฐกิจไทยยังซึมเซา รัฐบาลเลยเลือกออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อมารับมือกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งเงินที่ว่าจะแบ่งกู้มาทำ 2 เรื่องหลักในวงเงินเท่าๆ กัน ได้แก่
1. ลดค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง ซึ่งหนึ่งในโครงการที่หลายคนคุ้นเคยหรือมักเรียกว่าการแจกเงิน คือ ไทยช่วยไทยพลัส ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้เงินคนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน รวมถึงจะส่งถึงกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
2. ลงทุนให้ระบบพลังงานของไทย “เปลี่ยน” ตามเทรนด์โลก ผลักดันพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก เช่น การติดโซลาร์เซลล์ตามบ้าน, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เคยมีการพูดถึงการจัดสรรวงเงินเพื่อให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ตามบ้านด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เป็นต้น
ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐต้องกู้เงินแบบเร่งด่วนผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เพราะการเปลี่ยนผ่าน และปรับโครงสร้างระบบพลังงานของไทย อาจเร่งรัดผ่านกระบวการอื่นๆ ได้ ดังนั้นต้องติดตามกันว่า งบส่วนข้อ 2 จะเจออุปสรรคอะไร หรือ รัฐบาลจะชี้แจงเพิ่มเติมว่าต้องปรับแผนอย่างไร
หลายคนยังเปรียบ พ.ร.ก เงินกู้ 4 แสนล้านนี้กับการขอวงเงินชั่วคราวจากบัตรเครดิตที่หนี้จะปูดบวมขึ้น เพราะอาจทำให้อัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุเพดาน 70% โดยอัตโนมัติ
คำถามสำคัญคือ การกู้เงิน 4 แสนล้านจะคุ้มไหม ทางฝั่ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) มองว่า การกู้ครั้งนี้โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.7pp แต่เมื่อมาตรการระยะสั้นต่างๆ ของรัฐในการกู้เงินฯ หมดลงในปีนี้จะส่งผลให้ เศรษฐกิจไทยปี 2570 การเติบโตจะชะลอลง 0.4 pp เมื่อเทียบกับประมาณการเดิม และมีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ใน 2570 ด้วย
ขณะที่แผนงานการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะไม่มีผลในระยะสั้นมากนัก แต่หวังว่าจะช่วยลดความเปราะบางทางการคลังในระยะยาว โดยคาดว่าช่วยเพิ่มขนาดจีดีพีไทยในระยะยาว 0.1–0.2% เทียบกับกรณีไม่กู้เพิ่ม
แต่การกู้เงินครั้งนี้จะคุ้มค่าเมื่อภาครัฐทำให้เกิด 4 เรื่องนี้ ได้แก่
1) ใช้เงินให้ตรงเป้า และต้องโปร่งใส ติดตามได้ชัดเจน
2) สามารถดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน เช่น ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เป็นต้น
3) ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ผ่านการสร้างฐานการผลิตและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศ
4) ปฏิรูปพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แค่โครงการลงทุนระยะสั้น แต่ต้องปรับให้เกิดระบบซื้อขายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์และเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดเสรีที่แท้จริงได้ในระยะยาว
ล่าสุดมีการสรุปภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2569 โดย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เล่าว่า จีดีพีไทยไตรมาสนี้ขยายตัวที่ 2.8% เร่งขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่อยู่ราว 2.5% (กรณีปรับผลฤดูกาลจะเติบโต 0.7%QoQ)
ขณะที่ปี 2569 นี้ ยังคงเป้าหมายจีดีพีไทยไว้ที่ 1.5 - 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ซึ่งรวมทั้งผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และผลการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว มองว่าปีนี้มี 3 ปัจจัยหนุนสำคัญ คือ
1) การอุปโภคบริโภค (+2.4%) และการลงทุนภาคเอกชน (+3.7%) ที่เติบโตต่อเนื่อง
2) ได้ผลดีจากกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน และพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน
3) การส่งออกเติบโตต่อเนื่อง คาดว่ามูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัว 9.6%
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล1.0% ของ GDP
ในส่วน พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน คาดว่าในปี 2569 จะมีการเบิกจ่าย 170,000 - 200,000 ล้านบาท และที่เหลือจะเกิดขึ้นในปี 2570 ซึ่งเบื้องต้นจากการคำนวณเรื่องหนี้สาธารณะในปัจจุบันจะไม่เกินเพดานหนี้ 70%
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney