มีตัวเลขหรือดัชนีชี้วัดที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สหรัฐฯให้ความสำคัญอย่างมากอยู่ตัวหนึ่ง...เรียกกันว่า Consumer confidence index หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” นั่นเองที่สหรัฐอเมริกามีอยู่ 2 สำนักที่ถือเป็นจอมยุทธ์ในการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค...สำนักแรกก็คือ The Conference Board ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการอิสระทางด้านวิจัยและสำรวจเศรษฐกิจธุรกิจที่มี สมาชิก นับ 1,000 บริษัท ทั้งในสหรัฐฯและประเทศต่างๆทั่วโลกแถลงผลการสำรวจเป็นรายเดือนออกมาทีไรจะมีผลอย่างมากต่อตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา...เช่น ถ้าบอกว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนนั้นเดือนนี้สูงมาก หุ้นก็จะขึ้นทันที หรือถ้าบอกว่าดัชนีความเชื่อมั่นต่ำลงมาก ตลาดหุ้นก็จะร่วงทันทีเช่นกันอีกสถาบันหนึ่งที่โด่งดังมากในการสำรวจ “ผู้บริโภค” ที่สหรัฐฯ พร้อมกับนำเสนอความเห็นและความรู้สึกต่างๆของผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจ ออกมาเป็นรายเดือนเช่นกัน--แต่ใช้คำว่า “Sentiment” ที่แปลว่า “อารมณ์” หรือ “ความรู้สึก” ของผู้บริโภค แทนคำว่า “Confidence” ได้แก่ มหาวิทยาลัยมิชิแกน ไงครับ...เป็นเจ้าของดัชนีที่เรียกกันว่า “The University of Michigan Consumer Sentiment Index”ที่ผมอรรถาธิบายเกริ่นค่อนข้างยืดยาววันนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “ความเชื่อมั่น” หรือ “อารมณ์” ของผู้บริโภคในต่างประเทศ เพื่อที่จะโยงมาสู่ ดัชนี ที่มีการสำรวจคล้ายๆกันนี้ในบ้านเราผมไม่แน่ใจว่าจะมีสำนักไหนทำการสำรวจบ้าง แต่สำนักที่สำรวจดัชนี “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” ของไทยเราเป็นประจำ และรายงานตัวเลขมาร่วมๆ 10 ปี หรืออาจกว่าแล้วก็ได้ ที่ยอมรับและสามารถนำไปอ้างอิงได้ก็คือการสำรวจของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นั่นเองทุกครั้งที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แถลงตัวเลขเกี่ยวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเป็นข่าวใหญ่พาดหัวหน้าเศรษฐกิจอยู่เสมอๆ รวมทั้งถ้อยแถลงเมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งก็เป็นข่าวใหญ่เช่นกันสรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนเมษายนที่ผ่านไปหมาดๆนี้อยู่ที่ระดับ 40.7 ลดจากเดือนมีนาคมซึ่งอยู่ในระดับ 42.0 ไปพอสมควร...ถือเป็นการปรับตัวลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และเป็นดัชนีที่อยู่ในระดับ “ต่ำสุด” ในรอบ 8 เดือนอีกด้วยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอธิบายว่า สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนเดือนเมษายนยังหนักอยู่ และรัฐบาลก็เตือนบ่อยๆเกรงจะระบาดหนักช่วงสงกรานต์...ตามด้วยความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าทั้งทั่วโลกและไทยเราเองความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งจะเป็นผลให้เศรษฐกิจไทยน่าจะชะลอตัวลงกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีการประมาณไว้ 2.5-4.0% ในปีนี้ลงท้าย...มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยฝากข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนละครึ่งเฟส 5 ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจและช่วยเสริมกำลังซื้อให้แก่ประชาชนผมเห็นด้วยกับผลการสำรวจ “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน...เอ๊ย! มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแถลงออกมาในทุกๆประเด็นครับ...เพราะวัดด้วยความรู้สึกของผมเองจากการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายและประชาชนทั่วๆไป รวมทั้งเพื่อนฝูง ก็พบว่า “ความเชื่อมั่น” ยังไม่น่าจะดีขึ้นส่วนมาตรการกระตุ้น แม้ผมจะเห็นด้วย แต่ก็ฝากให้รอบคอบหน่อย เพราะเรากระตุ้นไปเยอะแล้ว ให้ดูความสามารถของรัฐในทุกๆด้านรวมทั้งหนี้สาธารณะต่อจีดีพีด้วยว่าใกล้ขีดอันตรายแล้วหรือยังเมื่อดูดีๆและรอบคอบแล้วก็เชิญกระตุ้นได้เลย เพราะไม่อย่างนั้นอาจฝ่าไปข้างหน้าค่อนข้างยาก เพราะเศรษฐกิจโลกน่าจะแย่และซึมลึกไปอีกยาวนานแน่นอน มองจากสถานการณ์เงินเฟ้อโลกและสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ไม่น่าจะหยุดง่ายๆ จากการประเมินล่าสุดในฐานะ “หญ้าแพรก” กอเล็กๆกอหนึ่งของโลก เมื่อ “ช้างสาร” ระดับพี่เบิ้มของโลก (แถมหลายเชือกด้วย) เขาชนกันเช่นนี้...มีหรือประเทศไทยของเราจะไม่กระทบกระเทือน!“ซูม”