
ทุกครั้งที่เกิด “สงคราม” ขึ้น ไม่ว่าในพื้นที่ใดในโลก ความวิตกกังวลจะขยายตัวเป็นวงกว้าง เช่นเดียวกับสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้คนใน 2 ประเทศนี้เท่านั้น แต่ผลกระทบยังลุกลามบานปลายขยายวงไปทั่วโลก!!
โดยเฉพาะผลจากมาตรการ “คว่ำบาตร” ทางเศรษฐกิจสารพัดรูปแบบที่สหรัฐฯ และเหล่าชาติพันธมิตร งัดออกมาใช้ เพื่อ “ลงโทษ” รัสเซีย และหวังจะให้หยุดการทำสงคราม แต่กลับยิ่งเป็นการโหมไฟ และกระตุ้นให้รัสเซียออกมาตรการ “โต้กลับ” เพื่อรับมือมาตรการคว่ำบาตรเหล่านั้น รวมถึง “แก้เผ็ด” สหรัฐฯและชาติพันธมิตร ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกต้องเผชิญกับความยากลำบากไม่แพ้กัน
สำหรับไทยเช่นเดียวกันที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ การค้า และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ มิหนำซ้ำผลกระทบครั้งนี้กลับมา “ซ้ำเติม” ความทุกข์ยากที่คนไทยต้องประสบในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิด–19 ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก
“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทย รวมถึงแนวทางการรับมือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนคนไทยจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
นายจุรินทร์ เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ว่า “ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และยูเครนในขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบกับประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศไม่ได้เลย”
ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ราคาพลังงานทั่วโลกสูงขึ้นจากปริมาณผลผลิต (ซัพพลาย) ขาดแคลน เพราะรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ปี 63 ผลิตได้เฉลี่ย 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯที่ผลิตได้ 22.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าอื่นๆย่อมขึ้นตาม เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม เคมีภัณฑ์ พลาสติก ปุ๋ยเคมี ฯลฯ เพราะน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิต และเป็นต้นทุนค่าขนส่ง และเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก และไทยในปีนี้สูงขึ้น ฉุดให้อำนาจซื้อของประชาชนลดลง และอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ผลกระทบอีกอย่างคือ การขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญที่ 2 ประเทศเป็นผู้ผลิต แต่ไม่สามารถส่งออกได้จากการถูกปิดท่าเรือ น่านฟ้า และมาตรการคว่ำบาตร จนผลักดันให้ราคาพุ่งขึ้น ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เหล็ก ปุ๋ยเคมี และการใช้มาตรการ “โต้กลับ” ของรัสเซีย ที่ห้ามส่งออกสินค้ากว่า 200 รายการตลอดปีนี้เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์การแพทย์ ยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าเกษตร โบกี้รถไฟ ฯลฯ ทำให้ต้นทุนผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยเคมี ยานยนต์ วัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และปรับขึ้นราคาตามในที่สุด
สำหรับไทย สินค้าหลายรายการที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เช่น ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ฯลฯ กระทรวงพาณิชย์ต้องพิจารณาถึงการปรับขึ้นราคาเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น ถ้าไม่ให้ขึ้นเลยอาจเกิดปัญหาขาดแคลน เพราะผู้ผลิต ผู้ค้า ไม่นำเข้า ไม่ผลิต เนื่องจากขายได้ไม่คุ้มทุน
“การพิจารณาขึ้นราคาจะทำอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไม่ใช่ให้ขึ้นได้ทุกรายเท่ากันหมด เพราะแต่ละรายมีต้นทุนไม่เท่ากัน ที่สำคัญ การปรับราคาต้องไม่เป็นภาระกับผู้บริโภคมากเกินไป ขณะที่ผู้ประกอบการยังทำธุรกิจต่อไปได้ และต้องไม่ค้ากำไรเกินควร ถ้าพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบ จะดำเนินการตามกฎหมาย”
อย่างไรก็ตาม แม้จะอนุญาตให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ได้ แต่กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ และเกษตรกรผู้ใช้ไว้แล้ว โดยอาหารสัตว์ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาราคาอาหารสัตว์ มีผู้แทนจากผู้ผลิต ผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือถึงการกำหนดช่วงเวลาและปริมาณนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ชัดเจน ไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์
นอกจากนี้ ยังดูแลสินค้าอื่นๆที่เป็นปัจจัยการผลิต เพื่อช่วยลดต้นทุนผลิตให้ด้วย เช่น ทำโครงการลดราคาเคมีเกษตรกร (ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช เช่น วัชพืช แมลง และโรคพืช) โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ และผู้ค้า 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย เริ่มวันที่ 29 พ.ย.64-28 ก.พ.65 แต่ได้ขยายเวลาจนถึงสิ้นเดือน พ.ค.65
อีกทั้งยังมีโครงการ “Mobile พาณิชย์...ลดราคา! ช่วยประชาชน” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีกำหนดตลอดทั้งเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะมีทั้งแบบเปิดจุดจำหน่าย และรถพุ่มพ่วง นำสินค้าจำเป็น เช่น ไข่ไก่ น้ำตาล ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น รวมทั้งสินค้าเกษตร ตระเวนขายในกรุงเทพฯ ตรงถึงผู้บริโภค โดยลดราคาสูงสุด 60%
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออก 10 มาตรการลดผลกระทบของราคาสินค้าที่สูงขึ้น เช่น ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาท/ลิตร ถึงสิ้นเดือน เม.ย.65, คงราคาขายปลีกผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (NGV) ไว้ที่ 15.59 บาท/กิโลกรัม ตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.65, ทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มเดือนละ 15 บาท/ถัง ตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.65, เพิ่มเงินช่วยเหลือซื้อก๊าซหุงต้ม ช่วยเหลือค่าน้ำมัน, ลดค่าไฟฟ้า, ลดเงินสมทบประกันสังคม เป็นต้น
“โครงการลดค่าครองชีพประชาชนของกระทรวงพาณิชย์ และมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ป้องกันการฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร และช่วยชะลอความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อไทยในปีนี้ ที่คาดจะเพิ่มขึ้นตามทิศทางของเงินเฟ้อโลกจากผลกระทบของรัสเซีย-ยูเครน”
ส่วน “เงินเฟ้อ” ของไทยในปีนี้ที่มีทิศทางสูงขึ้นนั้น กระทรวงพาณิชย์มองว่า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบ “ฉับพลัน” (Shock) จากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น เพราะผลกระทบจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน แต่ถ้าความขัดแย้งคลี่คลายจะทำให้การผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น และคาดว่าสินค้าสำคัญต่างๆ จะปรับราคาลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงได้
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บริหารจัดการเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสมในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์มองว่าไทยจำเป็นต้องปรับ 2 ด้านคือ
ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้พึ่งพาน้ำมันลดลง และใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น พัฒนาไบโอดีเซลจากพืชพลังงาน ขยะมูลฝอยและมูลสัตว์, ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ โดยอำนวยความสะดวกการติดตั้ง, ลดราคาผลิตภัณฑ์ ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, มีมาตรการจูงใจทางภาษีให้เอกชนผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์, ลดกฎระเบียบที่ยุ่งยาก เป็นต้น
ส่วนอีกด้านคือ ปรับให้มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมวิถีชีวิตใหม่ของประชาชนที่มีการใช้น้ำมันลดลง เช่น การทำงานที่บ้าน สร้างแรงจูงใจลดการใช้รถยนต์บุคคล สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้จักรยานและการเดินมากขึ้น เป็นต้น
สำหรับด้านส่งออกของไทยที่นำรายได้เข้าประเทศมหาศาลในแต่ละปี และล่าสุดปี 64 สร้างรายได้กว่า 8 ล้านล้านบาทนั้น ประเมินว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะไม่กระทบทางตรงต่อการส่งออกของไทยมากนัก เพราะมูลค่าการค้าของไทยกับทั้ง 2 ประเทศมีสัดส่วนน้อยมาก โดยปี 64 สัดส่วนมูลค่าการค้าไทย-รัสเซีย อยู่ที่ 0.5% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับโลก และยูเครนเพียง 0.1% เท่านั้น
“แต่ส่งออกไทยไปรัสเซียอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอคำสั่งซื้อชั่วคราว เพราะผู้ส่งออกขาดความเชื่อมั่นจากเงินรูเบิลอ่อนค่าและผันผวน และปัญหาการชำระเงิน จากที่นานาชาติคว่ำบาตรธนาคารบางแห่งของรัสเซีย รวมถึงปัญหาขนส่งสินค้า จากการปิดน่านฟ้า ปิดท่าเรือ และยกเลิกจองระวางเรือ”
ส่วนผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกไทย มีแน่นอน เพราะคาดว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก และการค้าระหว่างประเทศ โดยหน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งประเมินว่าอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลดลง และอัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยุโรป ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหารจาก 2 ประเทศมาก ขณะที่ไทยส่งออกไปยุโรปในสัดส่วนราว 10% ของการส่งออกไทยไปโลก ถ้าเศรษฐกิจยุโรปถดถอย ย่อมกระเทือนถึงการส่งออกไทยไปยุโรปแน่นอน
นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ และห่วงโซ่การผลิตสินค้าชะงักงัน เพราะรัสเซียเป็นแหล่งผลิตและส่งออกวัตถุดิบรายใหญ่ของโลก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (แร่พาลาเดียม และก๊าซนีออน) และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (แร่นิกเกิล) นั้น จะส่งผลต่อการผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องของไทย เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งภาคการเงินยังมีความผันผวน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีผันผวนตาม
ไม่เพียงแค่นั้น ราคาพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และเหล็กของโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อต้นทุนขนส่งสินค้าทางเรือ ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ สินแร่ (เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม นิกเกิล) และธัญพืช (เช่น ข้าวสาลี และข้าวโพด) นั้น จะกระทบต่อประเทศที่พึ่งพานำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้อย่างไทย โดยจะทำให้มูลค่านำเข้าของไทยสูงขึ้น และมีโอกาสขาดดุลการค้าได้
ส่วนเงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น จะทำให้ประชาชนประเทศต่างๆ เกิดสภาวะการเงินตึงตัว ชะลอการบริโภค ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าลดลง และกระทบต่อการส่งออกของไทยในที่สุด
“ผลกระทบต่อการส่งออกไทยคาดว่าจะปรากฏในไตรมาส 2 โดยเฉพาะการส่งออกไปยุโรป แต่ระดับผลกระทบขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อและความรุนแรงของสถานการณ์ ส่วนตลาดส่งออกหลักอื่นๆ ทั้งสหรัฐฯและจีน คาดว่าจะยังขยายตัวได้ดี เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ไม่มากนัก”
สำหรับตลาดอาเซียนที่คาดจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และการฟื้นตัวจากโควิด-19 ยังล่าช้านั้น แต่การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบผ่อนคลาย โดยเฉพาะนโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นอานิสงส์ต่อการส่งออกไทย เช่นเดียวกับตลาดญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 และรัฐยังคงใช้นโยบายเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการส่งออกของไทยไว้แล้ว โดยที่ผ่านมา ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชน ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (ด้านการพาณิชย์) หรือ กรอ.พาณิชย์ อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนบุกตลาดอื่นทดแทนแล้ว เช่น ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ที่เพิ่งฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และไทยเพิ่งส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งลอตแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ที่กลับมาส่งออกไปซาอุฯได้อีกครั้ง รวมถึงแอฟริกา ละตินอเมริกา
นอกจากนี้ ยังจะหาโอกาสส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าของ 2 ประเทศที่ไม่สามารถส่งออกได้ ส่วนด้านโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเผยแพร่รายชื่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยที่ชำนาญเส้นทางรัสเซียและ CIS และร่วมมือกับสมาพันธ์/สมาคมด้านโลจิสติกส์อำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออก
ทั้งนี้ มองว่าความกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารที่โลกกำลังกังวลจากสงคราม จะเป็นปัจจัยบวกต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่จะส่งออกไปทดแทนสินค้าของ 2 ประเทศได้ โดยสินค้าไทยที่มีโอกาส เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง ประมง เนื้อสัตว์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลไม้ อาหารแปรรูป เป็นต้น
ส่วนสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ และก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่มีสัดส่วน 11% ของการส่งออกของไทย จะได้ประโยชน์จากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น เพราะจะส่งออกไปได้มูลค่าสูงขึ้นตาม อีกทั้งการส่งออกสินค้าทองคำ อัญมณีและเครื่องประดับของไทยจะมีโอกาสมากขึ้นจากการที่ทั่วโลกหันไปซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในภาวะสงคราม
“ส่งออกไทยจะเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้เป็นต้นไป แต่ก็อาจมีผลดีต่อไทยที่จะส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้ารัสเซียในประเทศที่เป็นตลาดส่งออกของรัสเซีย แต่จนถึงขณะนี้ยังยืนยันเป้าหมายส่งออกปีนี้ขยายตัวไว้ที่เดิม คือ เพิ่มขึ้น 3-4% จากปี 64 มูลค่า 280,000 ล้านเหรียญฯ หรือราว 9 ล้านล้านบาท” นายจุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย.
ทีมเศรษฐกิจ