
“เอไอเอส เดินหน้าลดคาร์บอน จับมือเซ็นทรัล-เจแปนแอร์ไลน์ ต่อยอดโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste”ยกทีมศึกษาแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้น “มือถือ แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า” จนกลับเป็นพลาสติกชิ้นเล็ก รวมทั้งการหลอมโลหะมีค่าในแผงวงจร เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน ให้กลับมาเป็นทองแท่ง เงินแท่ง
นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า การลดการปล่อยคาร์บอน (GHG Reduction)สำหรับเอไอเอส ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเสริมภาพลักษณ์ แต่เป็น “หัวใจของการทำธุรกิจ” โดยเฉพาะการขับเคลื่อนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การวางแผนลงทุน การบริหารโครงข่าย ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า
.ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกครบวงจร
แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถูกบูรณาการเข้าไปในแผนธุรกิจของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ วิศวกร โครงข่าย การเงิน การบัญชี ผลิดอกออกผลในปี 2568 โดยเอไอเอสใช้พลังงานทดแทนเป็นแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สถานีฐาน (Cellsite) และอาคาร 13,465 แห่ง ศูนย์ข้อมูลและชุมสายทั้งหมด 11 แห่ง และเทคโนโลยีกังหันลม (Wind Farm) ที่สถานีฐาน 1 แห่ง ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 60,106 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 30,047 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
นอกจากนั้น ยังประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการพลังงานของสถานีฐานทั่วประเทศ โดย AI สามารถวิเคราะห์การใช้งานเครือข่าย เช่น ช่วงการใช้งานหนาแน่นในแต่ละพื้นที่ ทำให้คุมและปรับการทำงานของอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงได้ ลดการใช้ไฟฟ้า 38,321 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 19,157 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี รวมถึงทยอยเปลี่ยนรถสันดาปไปเป็นรถไฮบริดและ EV ต่อเนื่อง มีแผนเปลี่ยนรถมากกว่า 3,700 คันทั่วประเทศภายในปี 2573
ในส่วนงานบริการลูกค้า ได้นำการทำธุรกรรมดิจิทัลมาใช้เต็มรูปแบบ (Full-E) ส่งผลให้จำนวนธุรกรรมผ่านแอป myAIS เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับการใช้งานบริการ e-Bill และ e-Receipt เพิ่มขึ้นรวม 298 ล้านรายการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 27,095 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี จากการลดการใช้กระดาษและการเดินทาง
.จับมือ “เซ็นทรัล” จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
อีก 1 ในภารกิจสำคัญ ในฐานะมีส่วนร่วมในการซื้อ-ใช้-ทิ้งโทรศัพท์มือถือ ไอแพด เอไอเอสได้เปิดโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” สร้างความตระหนักรู้และช่องทางการทิ้งขยะอเล็กทรอนิกส์ที่ถูกวิธี โดยไม่ใช้การฝังกลบ (Zero E-Waste to landfill) โดยมุ่งมั่นสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดการ E-Waste ของไทย (AIS HUB of E-Waste) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร 260 องค์กร ตั้งจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ 3,200 จุดทั่วประเทศ และการสร้างระบบหมุนเวียนทรัพยากรร่วมกับองค์กรพันธมิตร เพื่อยกระดับการจัดการ E-Waste
1 ในพันธมิตรสำคัญคือกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ซึ่งร่วมมือกันตั้งแต่ปี 2563 โดยกลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนการขยายจุดรับทิ้ง E-Waste ครอบคลุมศูนย์การค้ากว่า 42 สาขาทั่วประเทศ
น.ส.อัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ในมิติด้านการบริหารจัดการขยะ กลุ่มเซ็นทรัลได้ยกระดับแนวปฏิบัติในการแยกขยะ ให้เป็น 1 ในกลยุทธ์หลัก ตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบอย่างน้อย 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2593
“การจัดการกับ E-Waste เป็นความท้าทายสำคัญของโลกยุคดิจิทัล หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม สู่ดินและแหล่งน้ำ กระทบระบบนิเวศและสุขภาพประชาชน โดยหากรีไซเคิลได้มาตรฐาน จะสามารถกู้คืนโลหะมีค่าและทรัพยากรสำคัญกลับมาใช้ใหม่ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน”
.ยกทีมเจาะลึกโรงงานแยกขยะญี่ปุ่น
ล่าสุดเพื่อต่อยอดโครงการดังกล่าว เอไอเอสได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลและเจแปนแอร์ไลน์ ในฐานะพันธมิตรใหม่ เดินหน้าสู่การสร้างความร่วมมือภาคประชาชน พาผู้ชนะกิจกรรม “ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่นฟรี” ไปเปิดประสบการณ์เรียนรู้กระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ระดับโลกแบบครบวงจรตั้งแต่จุดเริ่มต้น
ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีผลงานคลิปสร้างสรรค์ถูกส่งเข้ามากว่า 159 คลิป ยอดรับชมรวม 3.5 ล้านวิวทั่วประเทศ โดยผู้ชนะ 5 ทีมได้เข้าศึกษาดูงาน ณ บริษัท DOWA Smelting & Refining และ Eco-Recycle ประเทศญี่ปุ่น โดย Eco-Recycle เป็นโรงงานกำจัดขยะ 1 ใน 34 โรงงานในญี่ปุ่น สามารถแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ จนถึงขั้นตอนการบดฉีกให้เป็นพลาสติกชิ้นเล็กกว่าข้อนิ้วมือ นำไปรีไซเคิลต่อ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แลปท็อป ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องฟอกอากาศ แอร์ เป็นต้น
ส่วน Kosaka Smelting & Refining เป็นโรงงานที่หลอมโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน ทองแดง ซึ่งเป็นส่วนประกอบ ของแผงวงจรในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือ โรงหลอมแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 แห่งของโลก ที่สามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด หลอมกลับคืนมาเป็นโลหะมีค่าอีกรอบ โดยเฉพาะเมื่อทองคำกำลังมีราคาสูง อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ยุคปัจจุบัน เปลี่ยนมาใช้วัสดุที่มีมูลค่าน้อยลง เช่น อลูมิเนียม แทน
นางสายชล กล่าวปิดท้ายว่า เอไอเอสยืนยันจะเดินหน้าเป็น “เครือข่ายดิจิทัลที่ประเทศพึ่งพาได้” ด้วยกลยุทธ์เติบโตอย่างรับผิดชอบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม