
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังไม่ผ่านพ้นวิกฤติการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนและพยุงเศรษฐกิจไทยมิให้ได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้ ซึ่งดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจเริ่มทยอยดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจปี 2565 จะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ทั้งนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมามีภาระด้านการคลังค่อนข้างมาก ทั้งการจัดหาเงินกู้เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มประสิทธิภาพการคลัง เพื่อการสร้างความยั่งยืน ซึ่งการบริหารการคลังนั้น จำเป็นต้องบริหารจัดการหารายได้ของภาครัฐ โดยเฉพาะการขยายฐานการจัดเก็บภาษี ที่ทั่วโลกกำลังพิจารณา เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมากเกี่ยวกับการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤติโควิด
นายอาคมกล่าวต่อว่า ในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศ แม้ว่าจะมีกติกาการเก็บภาษีซ้อนแล้วซึ่งจะช่วยลดการเสียเปรียบลง เช่น ประเทศที่มีบริษัทข้ามชาติ อาจมีการโยกย้ายรายได้ ไปจัดเก็บในประเทศของตนแทนที่จะเสียภาษีให้กับประเทศที่สร้างรายได้ให้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการเจรจาเพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากกติกา และลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษี.