
สภาองค์กรของผู้บริโภค เสนอ 2 ข้อต่อรัฐบาล แก้วิกฤติราคาน้ำมันแพง ก๊าซ LPG พุ่ง หยุดต้นทุนราคา และต้องลดภาษีน้ำมัน
เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 65 ที่ผ่านมา นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า น้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจึงเป็นปัจจัยหนุนทำให้สินค้าและบริการต่างๆ มีราคาแพงขึ้น
ปัจจุบันราคาน้ำมันในประเทศอยู่ที่ลิตรละประมาณ 30-40 บาท ในส่วนดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงของภาคขนส่ง แม้รัฐบาลจะมีนโยบายตรึงราคาให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ราคาก็ยังสูงกว่าของเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา อินโดนีเซีย เวียดนาม ราว 2-4 บาทต่อลิตร รวมถึงยังแพงกว่าประเทศมาเลเซียถึง 13 บาทต่อลิตร ทำให้ต้นทุนของภาคขนส่งของประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้
ทั้งนี้ สาเหตุของน้ำมันแพงนั้นคาดว่ามาจากการกำหนดโครงสร้างราคาของรัฐที่ให้อิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์แล้วยังให้บวกค่าขนส่งเสมือนนำเข้ามาจากสิงคโปร์ ทั้งที่จริงๆ แล้วไทยมีโรงกลั่นน้ำมันที่สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปใช้ในประเทศได้พอเพียง จนปัจจุบันยังถึงขั้นเหลือพอส่งออกด้วย
เช่นเดียวกับกรณีก๊าซแอลพีจี หรือ LPG ซึ่งปัจจุบันไทยสามารถผลิตก๊าซแอลพีจีได้ถึง 91% และนำเข้าเพียง 9% ของปริมาณการจัดหาทั้งหมดของประเทศ แต่รัฐกลับกำหนดโครงสร้างราคาจากโรงกลั่นน้ำมันอิงราคาตลาดโลก และให้บวกค่าขนส่งเทียมเสมือนว่านำเข้ามาจากประเทศซาอุดีอาระเบียทั้งหมด
ขณะที่ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติในประเทศ ซึ่งมีต้นทุนราคาต่ำที่สุด เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นวัตถุดิบ ประชาชนก็ไม่ได้มีโอกาสใช้เป็นลำดับแรก เพราะถูกกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ใช้ก่อนจนแทบหมด ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว เป็นการตั้งราคาที่กีดกันการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติสาธารณะ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนมากเกินไป และสร้างภาระให้ประชาชน
ด้านนางรสนา โตสิตระกูล อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สอบ. กล่าวว่า เรื่องการกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันมีการอ้างอิงจากราคาต่างประเทศว่า การคิดราคาแบบดังกล่าวเป็นการคิดราคาอ้างอิงในอดีตเพื่อจูงใจนักลงทุนในระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรงกลั่นของไทยมีไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันไทยสามารถผลิตน้ำมันได้ในปริมาณมากจนเหลือส่งออกไปขายต่างประเทศได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกำหนดโครงสร้างราคาในลักษณะดังกล่าว
"นี่เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอดว่าไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เพราะการกลั่นน้ำมันในประเทศทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ และเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเราต้องรับมลภาวะเหล่านี้เพื่อแลกกับการมีโรงกลั่นในประเทศ แต่กลับไม่เคยได้ใช้น้ำมันในราคาที่ผลิตในประเทศเลย"
นอกจากโครงสร้างราคาเทียมเสมือนว่านำเข้าแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำมันแพงคือ การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐบาลในอัตราสูง โดยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา รัฐเก็บภาษีน้ำมันมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่ไม่เห็นว่ารัฐนำภาษีน้ำมันที่เก็บได้ไปอุดหนุน หรือพัฒนาบริการขนส่งมวลชนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะแต่อย่างใด
ในปัจจุบันเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกมีราคาสูง รัฐบาลไม่ยอมลดราคาภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง แต่กลับใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาพยุงราคาแทน ส่งผลให้ต้องกู้เงินเพิ่ม 2-3 หมื่นล้านบาทเพื่อนำมาใช้พยุงราคาน้ำมัน และอาจกลายเป็นการกู้เงินต่อเนื่องที่ไม่จบสิ้น
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น คณะกรรมการนโยบายสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เคยส่งข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 64 แต่รัฐบาลยังแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด
ทั้งนี้ จึงขอย้ำข้อเสนอที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ และเป็นส่วนที่อยู่ในการดูแลของรัฐ คือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยไม่ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันที่มีสถานะติดลบไปแล้วมาอุดหนุนราคาแต่อย่างใด และให้กำหนดราคาน้ำมันที่โรงกลั่นตามต้นทุนที่แท้จริงโดยต้องไม่มีค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายเทียมเสมือนว่ามีการนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าการนำเงินมาแจกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน.