
สมาคมค้าปลีกและศูนย์การค้าไทยเคาะมาตรการรับลดเวลาเคอร์ฟิวเริ่มต้น 16 ต.ค. ขยับเวลาปิดห้าง ร้านสะดวกซื้อ ตลาดเป็น 4 ทุ่ม เปิดหวอจัดแสดงสินค้า นิทรรศการได้ 50 คน หากเกินต้องขออนุญาตโดยจำกัดห้ามมากกว่า 500 คน แต่ยังล็อกปิดสวนน้ำ ตู้เกม ร้านเกม สวนสนุก ด้านคลังเปิดตัวเลขเงินสะพัดผ่านโครงการ “คนละครึ่ง–ยิ่งใช้ยิ่งได้” เฉียดแสนล้านบาท
นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และนายนพพร วิฑูรชาติ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ร่วมกันเปิดเผยว่า จากมติศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2564 ที่ให้คลายล็อกดาวน์และลดเวลาการประกาศเคอร์ฟิวลงมีผลวันที่ 16 ต.ค.นั้น ทั้ง 2 สมาคมยังจะเข้มงวดมาตรการเข้มข้นในการคัดกรองพนักงาน ผู้เกี่ยวข้องและผู้บริโภคเข้าศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีก โดยได้มีการปรับเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับมติ ศบค. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. ดังนี้
1.ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ ในศูนย์การค้าเปิดให้บริการจนถึง 22.00 น.
2.ซุปเปอร์ มาร์เกต ไฮเปอร์มาร์ท และแคชแอนด์แครี่ ที่ตั้งนอกศูนย์การค้า เปิดตามปกติและปิดให้บริการ 22.00 น.
3.ร้านสะดวกซื้อ และตลาดสด เปิดบริการได้ 04.00-22.00 น.
4.ร้านอาหารในศูนย์การค้าสามารถนั่งบริโภคในร้านได้ โดยร้านที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศสามารถนั่งได้ 75% ร้านที่ติดเครื่องปรับอากาศ นั่งได้ 50% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด และปิดให้บริการ 22.00 น. โดยสามารถเล่นดนตรีได้ตามแนวทางที่ราชการกำหนด และยังงดจำหน่ายงดดื่มสุราในร้าน
5.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (นวด สปา) ร้านทำเล็บ ร้านสัก เปิดดำเนินการในศูนย์การค้าได้ แต่ต้องนัดหมายล่วงหน้า และให้บริการไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อคน
6.โรงภาพยนตร์เปิดดำเนินการได้ถึงเวลา 22.00 น. และต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร หรือลดจำนวนผู้เข้ารับบริการเหลือประมาณ 50% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด และต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา รวมทั้งไม่อนุญาตให้รับประทานอาหารภายในโรงภาพยนตร์
7.ตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม สวนสนุก สวนน้ำ ยังไม่เปิดให้บริการ
8.ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม และสถานที่จัดนิทรรศการในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า สามารถจัดกิจกรรมที่มีการรวมคนได้ไม่เกิน 50 คน กรณีเกิน 50 คน แต่ไม่เกิน 500 คน ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อของจังหวัด/กรุงเทพมหานคร 9.หากมีประกาศของจังหวัดอื่นใด นอกเหนือจากนี้ ให้ปฏิบัติตามประกาศของจังหวัดนั้นๆ
ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ณ วันที่ 14 ต.ค.2564 การใช้จ่ายเงินโครงการคนละครึ่งและยิ่งใช้ยิ่งได้ มียอดรวม 97,062 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายคนละครึ่ง 94,458.2 ล้านบาท จากยอดผู้ใช้จ่าย 25.08 ล้านราย โดยโครงการคนละครึ่ง มีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 27.64 ล้านราย ส่วนยิ่งใช้ยิ่งได้มียอดใช้จ่าย 2,603.8 ล้านบาท มีประชาชนผู้ใช้สิทธิ 81,929 คน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิกว่า 470,000 ราย โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายสะสมที่นำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher 2,054 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าสะสม e-Voucher ทั้งสิ้นกว่า 224 ล้านบาท และมูลค่าการใช้จ่ายส่วน e-Voucher สะสมกว่า 130.5 ล้านบาท
ส่วนการใช้จ่ายสะสมผ่านฟู้ดดีลิเวอรีแพลตฟอร์มล่าสุด โครงการคนละครึ่งมีการใช้จ่ายสะสมประมาณ 361.9 ล้านบาท ยิ่งใช้ยิ่งได้มีการใช้จ่ายสะสมกว่า 285,000 บาท และในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดดีลิเวอรีแพลตฟอร์มขณะนี้มีจำนวนกว่า 60,000 ราย
นายพรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนสามารถใช้จ่ายทั้ง 2 โครงการ ได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 และผู้สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ยังสามารถลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องได้ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวัน จนกว่าจะครบ 28 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิเหลือกว่า 260,000 สิทธิ ได้ที่เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิคงเหลือกว่า 520,000 สิทธิ
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พอใจมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น 11.58% ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค.64 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2564 ขยายตัว 1.2% โดยสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สำคัญของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด ยางแท่ง มันเส้น เป็นต้น.