
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แถลงนโยบายที่จะดำเนินการในปี 65 ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มุ่งมั่นพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งทั่วทั้งประเทศ ทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยในปี 65 คมนาคม จะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคมในเชิงรุก มุ่งเน้นการบูรณาการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมระหว่างรูปแบบการขนส่ง และการกำกับดูแลการพัฒนาระบบคมนาคมให้มีความสะดวก ปลอดภัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยการสานต่อนโยบายเดิมจากปี 64 และการขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มเติมปี 65
สำหรับนโยบายในปี 64 ที่จะนำมาสานต่อเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติมี 35 นโยบาย อาทิ การกำหนดความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, การพัฒนาระบบผ่านทางด่วน ทางพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น หรือ M-Flow, เร่งรัดก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M 6), เร่งรัดก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M 81), การศึกษาจัดทำแผนแม่บท MR-MAP
นอกจากนี้ยังผลักดันโครงการเร่งพัฒนาระบบตั๋วร่วม, พัฒนารถไฟทางคู่, การเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากภาคตะวันออกสู่ภาคใต้, การผลักดันเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสำหรับเรือโดยสารสาธารณะ, เร่งรัดพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคเป็นศูนย์กลางรวบรวมกระจายสินค้าเกษตร และการให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. บริหารจัดการท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน
ขณะที่นโยบายขับเคลื่อนงานของคมนาคมปี 65 มี 22 นโยบาย โดยโครงการสำคัญยังเน้นหลักไปที่โครงข่ายถนนมอเตอร์เวย์ และทางพิเศษสายใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ตลอดจนเพื่อขยายเมือง เชื่อมระบบขนส่งกรุงเทพฯไปยังหัวเมืองหลัก โดยโครงข่ายถนน มอเตอร์เวย์ และทางพิเศษสายใหม่ที่จะผลักดันในปี 65 จำนวน 8 โครงการระยะทาง 203.68 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 2.61 แสนล้านบาท ประกอบด้วย มอเตอร์เวย์ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว, มอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง, มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน, โครงข่ายเชื่อมต่อ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา กับ ทล. 32 รวมทั้งมอเตอร์เวย์ M7 ทางยกระดับช่วงศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ, มอเตอร์เวย์ M8 สายนครปฐม-ชะอำ ช่วงนครปฐม-ปากท่อ, ทางพิเศษ ขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N1 และ N2 ซึ่งรูปแบบลงทุนจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (พีพีพี) คาดว่าโครงการเหล่านี้จะเริ่มงานก่อสร้างระหว่างปี 65-70.