“คลัง” ปรับเกณฑ์ “บัตรคนจน” ป้องกันคนลักไก่แอบรับสิทธิประโยชน์ภาครัฐ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“คลัง” ปรับเกณฑ์ “บัตรคนจน” ป้องกันคนลักไก่แอบรับสิทธิประโยชน์ภาครัฐ

Date Time: 30 ก.ย. 2564 07:07 น.

Summary

“คลัง” ลุยรื้อหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ให้ตอบโจทย์ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ นำเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท มาปัดฝุ่น เปลี่ยนการคำนวณจากรายได้ครัวเรือน

Latest

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน  AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

“คลัง” ลุยรื้อหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ให้ตอบโจทย์ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ นำเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท มาปัดฝุ่น เปลี่ยนการคำนวณจากรายได้ครัวเรือน แทนรายได้บุคคล ฯลฯ เผยเฉลี่ยผู้ถือบัตรได้รับการช่วยเหลือเดือนละ 1,800 บาท ขณะที่โดยรวมตั้งแต่ปี 2562 ได้รับการช่วยเหลือเฉลี่ยหมื่นบาทต่อคน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังปรับปรุงหลักเกณฑ์เงื่อนไข การเปิดรับสมัครผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ (บัตรคนจน) ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนทั้งคนเก่าที่ถือบัตรอยู่ในปัจจุบันและคนใหม่ที่ยังไม่เคยถือบัตร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐได้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เนื่องจากบัตรดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว จึงต้องปรับปรุงให้เหมาะสม เพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนให้ตรงจุดมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้ศึกษาทบทวนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาตั้งแต่ปี 2563 หลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 จากเดิมตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากโควิด-19 มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องชะลอการเปิดให้ลงทะเบียนออกไปก่อน ล่าสุดขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ประชาชนได้รับวัคซีนจำนวนมากแล้ว ทำให้ในเดือน พ.ย.นี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมีการเปิดให้มีการลงทะเบียนครั้งใหม่ ซึ่งทุกคนที่มีรายได้ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถลงทะเบียนได้ที่สาขาธนาคารของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ

ทบทวนเกณฑ์รายได้ใหม่

สำหรับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องเกณฑ์รายได้ จากเดิมคิดจากรายได้รายบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เปลี่ยนเป็นรายได้ครัวเรือน รวมกันของคนในครอบครัว ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี, ไม่มีการถือครองรถยนต์มากกว่า 2 คันขึ้นไป, ไม่มีโฉนดที่ดินเป็นของตัวเอง, ไม่มีเงินฝากในบัญชีธนาคาร สลากออมสิน, สลากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมไม่เกิน 100,000 บาท จึงจะได้รับสิทธิลงทะเบียน

สาเหตุที่ต้องทบทวนเรื่องเกณฑ์รายได้ เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนมายังกระทรวงการคลังจำนวนมาก ว่า คนมีรายได้น้อยจริงๆ ไม่ได้สิทธิ์ลงทะเบียน ขณะที่คนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ กลับได้รับสิทธิ เช่น หัวหน้าครอบครัวมีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี มีงานประจำ มีที่ดิน มีรถยนต์หลายคันในบ้าน แต่ภรรยาเป็นแม่บ้าน และมีลูก เป็นนักศึกษา เป็นผู้ไม่มีรายได้ ก็ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกรณีอาชีพเกษตรกรมีพื้นที่ปลูกพืชหลายไร่ เช่น มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 10 ไร่ มีเงินฝากในบัญชีธนาคาร สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. มีรถยนต์มากกว่า 2 คัน แต่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่คนที่เช่าที่ดินทำการเกษตร มีรถจักรยานยนต์ ไม่มีเงินในบัญชีธนาคารเกิน 100,000 บาท ไม่ได้รับสิทธิบัตร

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงต้องนำเรื่องเกณฑ์รายได้ครัวเรือน มาประกอบการพิจารณา เพื่อให้การช่วยเหลือถึงประชาชนที่มีรายได้น้อยจริงๆ

เปิดลายแทงเงินช่วยเหลือ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13,537,294 ราย และแต่ละปีรัฐบาลใช้เงินงบประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาทในเรื่องดังกล่าว โดยการโอนเงินให้ผู้ถือบัตร แบ่งตามเกณฑ์ดังนี้ ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 ต่อปี ได้รับเงินเดือนละ 300 บาท ผู้ที่มีรายได้เกิน 30,000 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ได้รับเงินเดือนละ 200 บาท

ขณะที่วงเงินที่ได้รับ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำไปซื้อสินค้าบริโภค-อุปโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา วัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และยังได้รับวงเงินส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม จากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนดในอัตรา 45 บาท ต่อ 3 เดือนต่อคน และได้รับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เดือนละ 500 บาท สามารถใช้เดินทางโดยสาร รถเมล์ รถไฟฟ้า รถ บขส. รถไฟได้อีกด้วย

นอกจากสิทธิประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรได้รับเป็นประจำทุกเดือนแล้ว เมื่อรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ถือบัตร ยังจะได้รับการช่วยเหลือด้วยทุกครั้ง เริ่มตั้งแต่เมื่อปลายปี 2561 รัฐบาลได้โอนเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อต้นปี 2562 วงเงิน 500 บาท ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลของผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 1,000 บาท ค่าใช้จ่ายปุ๋ยให้เกษตรกร 1,000 บาท ค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน 500 บาท เติมเงินให้ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 500 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.2562) ผู้ที่มีบุตรภายใต้โครงการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 300 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.2562) ช่วยเหลือคนพิการ 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 5 เดือน (พ.ค.-ก.ย.2562)

13 ล้านคนเฉลี่ยรับ 1,800 บาทต่อเดือน

ค่าเช่าบ้านแก่ผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ขึ้นไป 400 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561-ก.ย.2562 เติมเงินให้แก่ผู้ถือบัตรให้สามารถใช้ได้ที่ร้านธงฟ้า โดยช่วงแรกเติมเงิน 200-300 บาท เมื่อเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2562 และเติมเงินอีกครั้ง 500 บาท เมื่อเดือน ส.ค.-ก.ย.2562 รวมทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำค่าไฟฟ้ามาตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561 แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าไม่เกินเดือนละ 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

ที่สำคัญ เมื่อรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผู้ถือบัตรก็ยังได้รับเงินเยียวยาอีก 3,000 บาท โดยได้รับเงินเมื่อเดือน ก.ค.2563

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเติมเงินให้ผู้ถือบัตร ตามโครงการเพิ่มกำลังซื้อ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะที่ 1 เมื่อเดือน ต.ค.-ธ.ค.2563 และระยะที่ 2 เดือน ม.ค.-มี.ค. 2564 ระยะที่ 3 เติมเงินให้อีก 200 บาท ระหว่างเดือน ก.ค.-ธ.ค.2564 นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเติมจากโครงการเราชนะอีก โดยผู้ที่ได้รับเงินเดือนละ 200 บาทจะได้รับเพิ่มเป็น 2,800 บาท ผู้ที่ได้รับเงินเดือนละ 300 บาท จะได้รับเงินเพิ่มเป็น 2,700 บาท

โดยสรุป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.56 ล้านคน ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เฉลี่ยเดือนละ 1,700-1,800 บาทต่อคน และยังไม่นับรวมเงินช่วยเหลือจากการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อคน มาตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ