
“สนพ.” ชักแม่น้ำทั้งห้าแจงปมราคาขายปลีกน้ำมันในไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากโครงสร้างราคามีความซับซ้อนแตกต่างกัน ย้ำชัดตรวจสอบความถูกต้องตลอดเวลา โดยเฉพาะการเหลื่อมเวลาขึ้นลงราคาของผู้ค้า การันตี ค่าการตลาด 2 บาทต่อลิตร มีความเหมาะสมแล้ว
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาขายปลีกน้ำมันของประเทศไทยมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเพราะโครงสร้างราคาน้ำมันของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งราคาน้ำมันของแต่ละลิตร ประกอบไปด้วย 1 ต้นทุนเนื้อน้ำมัน คิดเป็น 40-60% ของต้นทุนรวมทุกประเภท หรือเป็นต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น อ้างอิงราคาตามตลาดกลางภูมิภาคเอเชีย, 2.ภาษีต่างๆ คิดเป็น 30-40% อาทิ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)
3.การเก็บเงินเข้าไปสะสมในกองทุนต่างๆ คิดเป็น 5-20% อาทิ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน, กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพลดการใช้พลังงานของประเทศ และ 4.ค่าการตลาดคิดเป็น 10-18% คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกทั้งระบบ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในอาเซียน ประกอบด้วย นโยบายการเก็บภาษีน้ำมันที่ไม่เหมือนกัน ขณะที่นโยบายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีผลต่อโครงสร้างราคา เพราะหลายๆประเทศไม่มีโครงสร้างบางเรื่อง เหมือนกับประเทศไทย และอีกปัจจัยหนึ่งคือการจัดหาน้ำมันดิบ เพราะไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบในราคาตลาดโลกมาใช้ ขณะที่เพื่อนบ้าน เช่น บรูไนที่มีแหล่งน้ำมัน จึงทำให้ไทยเสียเปรียบในส่วนต้นทุนราคาจัดหา รวมทั้งความแตกต่างของคุณภาพน้ำมันที่เป็นนโยบาย เพื่อป้องกันการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการใช้น้ำมันที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญไม่เท่ากัน
“นโยบายดังกล่าวในส่วนของประเทศไทยที่ใช้ในปัจจุบันมีมาตรฐานขั้นต่ำ คือยูโร 4 ซึ่งสูงกว่า คุณภาพน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา เป็นต้น ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศแตกต่างกัน แต่หากเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่าประเทศไทยไม่ได้มีราคาปลีกน้ำมันสูงหรือต่ำไปมากจนผิดปกติ จากที่ควรจะเป็นแต่อย่างใด”
ทั้งนี้ ในกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดมีความผันผวน การปล่อยให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับขึ้นลง สะท้อนราคาตลาดโลกอย่างเต็มที่ จะส่งผลกระทบกับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ ภาครัฐจึงได้ใช้กองทุนน้ำมันฯเป็นเครื่องมือบริหารจัดการราคาในประเทศให้มีเสถียรภาพ โดยช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ภาครัฐจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯไปชดเชยราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร (กรณีน้ำมันดีเซล) เพื่อลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันต่อค่าครองชีพของประชาชน
“ในทางกลับกัน หากอยู่ในช่วงราคาขาลง ก็จะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในช่วงขาขึ้น ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศจึงมีการปรับขึ้นและลงตามราคาตลาดโลก แต่อาจมีการเหลื่อมเวลากับการปรับราคาน้ำมันตลาดบ้างในบางช่วงเวลา ซึ่งการที่ตลาดน้ำมันของประเทศ ไทยเป็นตลาดเสรี การปรับขึ้นลงราคาของผู้ค้า จึงเป็นไปตามสภาพการแข่งขันของตลาดภายในประเทศเป็นองค์ประกอบอีกด้วย”
ทั้งนี้ สนพ.ได้คอยติดตามดูแลความเหมาะสมของการกำหนดราคาขายปลีกของผู้ประกอบการให้มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตลอดเวลา
ประเทศไทยมีนโยบายยกเลิกการกำหนดราคาน้ำมัน มาตั้งแต่ปี 2534 ทำให้ราคา ณ โรงกลั่น และราคาขายปลีกน้ำมันของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับการตกลงซื้อขายของผู้ค้าน้ำมันและลูกค้าตามกลไกการแข่งขันเสรี ส่วนค่าการตลาด คือส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ทั้งระบบ สนพ.ได้กำหนดค่าการตลาดเฉลี่ยที่เหมาะสมที่ 2.00 บาท/ลิตร ซึ่งปัจจุบันค่าการตลาดของไทยมีสัดส่วน 10-18% ของราคาขายปลีก ซึ่งอยู่ในระดับปกติเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯที่มีค่าการตลาด 10-15% จึงถือว่าค่าการตลาดของไทยอยู่ในระดับที่เหมาะสม
“น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity goods) ที่ตั้งราคาขายตามราคาตลาด เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น ยางพารา ข้าวโพด ฝ้าย ทองคำ เมื่อต้องการขายจำเป็นต้องมีการอ้างอิงราคาตลาดการซื้อขายน้ำมันก็เช่นกัน รัฐบาลไม่ได้ควบคุมราคา แต่ยังมีการจัดทำโครงสร้างราคาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้ทราบราคาที่ควรจะเป็นของน้ำมันที่ขายในสถานีบริการ”
สำหรับราคาน้ำมันชนิดพรีเมียมต่างๆที่ เป็นน้ำมัน ที่ผู้ค้านำมาจำหน่ายในสถานีบริการ เพื่อเพิ่มเป็นทางเลือก จะมีส่วนผสมพิเศษที่เป็นความลับ ทางการค้าของผู้ค้าในแต่ละบริษัท ดังนั้น การจะไปค้นหาสารชนิดดังกล่าว และหาราคาอ้างอิง มาเพื่อคำนวณเป็นราคาแนะนำ จึงไม่สามารถทำได้ และการเลือกซื้อน้ำมันก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้บริโภค ที่จะเลือกเติมน้ำมันชนิดใดหรือเกรดใดในสถานีบริการ
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังได้มีการส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (เอทานอล-ไบโอดีเซล) เพื่อสร้างความมั่งคงด้านพลังงาน และลดการนำเข้าน้ำมัน ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านมลภาวะ และเพิ่มรายได้ให้แก่ภาคเกษตรกรรม การสนับสนุนให้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกพืชพลังงาน ผู้ปลูกอ้อย หรือมันสำปะหลัง เมื่อรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มจำนวนคนในท้องถิ่นให้มีงานทำเพื่อลดอัตราการว่างงาน หรือการอพยพเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ.