
“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขี-พยานในพิธีลงนาม MOU ร่วมมือการค้าไทย-ไห่หนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” สั่งยกระดับให้มณฑลไห่หนานเป็นเมืองท่าการค้าเสรี เอื้อการค้าระหว่างไทย-จีน ที่เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 1 มายาวนาน ถือเป็นการฉลองวันครบรอบ 101 ปี ของกระทรวงพาณิชย์ และวันครบรอบ 69 ปี ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทย
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือทางการค้าไทย- ไห่หนาน ระหว่างนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายเฉิน ซี อธิบดีกรมพาณิชย์ไห่หนานสาธารณรัฐประชาชนจีน
ในโอกาสนี้นายจุรินทร์กล่าวขอบคุณผู้บริหารจากมณฑลไห่หนาน ที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีลงนามครั้งนี้ผ่านระบบทางไกลและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยและมณฑลไห่หนาน มีความร่วมมือทางการค้าที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทยบรรดาประเทศพันธมิตรทางการค้าของไทย จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าและตลาดส่งออกอันดับ1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เฉพาะมณฑลไห่หนาน ในปี 63แม้ว่าโลกจะเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤติโควิด แต่การค้าระหว่างไห่หนานกับไทยยังคงมีมูลค่าสูงถึง 9,233ล้านบาท
“เมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมพิธีเปิดงาน CIIE ครั้งที่ 3 ได้รับฟังคำกล่าวเปิดงานของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาจีนในอีก 10 ปีข้างหน้า มี 2 ประเด็นสำคัญ คือ จีนจะสนับสนุนความร่วมมือทางการค้าทั้งพหุภาคีและทวิภาคี ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีการค้า RCEP ผมสรุปข้อตกลงRCEP เป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในระดับพหุภาคี และจีนจะใช้เขตการค้าเสรีในประเทศเป็นพื้นที่ทดสอบนำร่องที่มีบทบาทขับเคลื่อน ขยายการเปิดเสรีภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและมณฑลไห่หนานก็อยู่ในแผนการพัฒนานี้ด้วย” นายจุรินทร์กล่าว
ทั้งนี้ นายจุรินทร์ยังกล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่วางแผนยกระดับให้ไห่หนานเป็นเมืองท่าการค้าเสรีที่มีอัตลักษณ์ ถือเป็นนโยบายการเปิดประเทศสำคัญของจีน อันจะช่วยเอื้อต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของไห่หนานจะส่งผลให้ไห่หนานก้าวขึ้นสู่การเป็นเมืองท่าสากลระดับโลกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน ในฐานะที่มีเชื้อสายไห่หนานและมีโอกาสไปร่วมงานที่สมาคมไหหลำแห่งประเทศไทยหลายครั้ง มีนักธุรกิจหลายท่านแสดงความสนใจไปทำธุรกิจที่บ้านเกิดของบรรพบุรุษ สอดคล้องกับนโยบายที่ได้มอบให้กระทรวงพาณิชย์ของไทยเร่งเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในระดับต่างๆ เพื่อแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ มณฑลไห่หนานถือเป็นมณฑลแรกของจีน ที่กระทรวงพาณิชย์ไทยจัดทำ MOU ร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นวันสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นวันครบรอบ 101 ปีของการสถาปนากระทรวงพาณิชย์ไทย ยังเป็นวันครบรอบ 69 ปีของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทยอีกด้วย
“การลงนาม MOU ในวันนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต โดยมุ่งเน้นไปที่ 5 ด้านหลักๆคือ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าระหว่างกัน 2.การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการค้า สินค้า นวัตกรรมและการตลาด รวมทั้งการส่งเสริมการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระหว่างกันเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า 3.การอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน อาทิ การเดินทางของนักธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาร่วมกัน 4.การมุ่งขยายมูลค่าการค้าใน 3 สินค้าหลัก ประกอบด้วยสินค้าทางด้านการเกษตร สินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม 5.ความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซ อาทิ ส่งเสริมการค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆของจีนและไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน มีผลต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.64-20 ส.ค.66” นายจุรินทร์ระบุในท้ายสุด