
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ให้กลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำฟ้องของสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ และประชาชนรวม 23 คน ที่ร่วมกันฟ้อง ครม. กระทรวงคมนาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับพวกรวม 8 คน กรณีที่มีการต่อสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช รวมถึงส่วน D) และสัญญาโครงการทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางพิเศษอุดรรัถยา) ในการปรับแก้ร่างสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทสัมปทานทางด่วน ระหว่าง บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) โดยจะต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน 3 เส้นทาง ซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานพร้อมกัน 31 ต.ค.2578 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายไว้พิจารณา
โดยศาลให้เหตุผลว่าการใช้อำนาจของ ครม.มีผลทำให้โครงการทางด่วนที่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาสัมปทานต้องตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต้องขยายเวลาไปอีก 15 ปี 8 เดือน ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงและกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นประชาชนอ้างว่าได้ใช้บริการทางด่วน และอ้างว่าหากทางด่วนตกเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน ประชาชนจะมีสิทธิได้ใช้โดยเสียค่าผ่านทางถูกลง จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 23 คน เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องจากการกระทำของ ครม.