
ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บสาหัส และภาวะซมพิษโควิด-19 ต่อเนื่องจากผลของการระบาดรุนแรง และการตัดสินใช้มาตรการล็อกดาวน์เศรษฐกิจทั้งประเทศ เพื่อหยุดการแพร่ระบาดในระลอกเก่า ในช่วงต้นปี 63 ที่ผ่านมา
วันนี้ ประชาชน และภาคเอกชนไทย กลับต้องมาเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดที่รุนแรงมากขึ้นของโควิด-19 ระลอกใหม่ และแม้ว่าในช่วงปลายปีก่อนจะมีข่าวดีถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจไทย โดยทุกสำนักปรับขึ้นประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 63 ให้ติดลบน้อยลงจากเดิม หรือดีขึ้นประมาณ 2% ตัวเลขคนว่างงาน และคนที่ทำงานน้อยกว่าที่จะดำรงชีพได้ ลดลงจากกว่า 5 ล้านคน เหลือ 2.2 ล้านคนในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
แต่เหตุการณ์พลิกผันในเวลาไม่ถึงเดือน ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมของไทยทะลุ 10,000 คนไปแล้ว รัฐบาลประกาศใช้มาตรการซอฟต์ล็อกดาวน์ หรือการจำกัดกิจกรรมในบางพื้นที่แทนการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่จำนวนการแพร่ระบาดที่ยังเป็นตัวเลข 3 หลักในแต่ละวันยังไม่สามารถทำให้เกิดความไว้วางใจได้
“ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ “ความรู้สึก ข้อเสนอแนะ และประเมินความเสียหายระลอกใหม่” จากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว โรงแรม ธนาคาร และภาคการค้า ซึ่งเชื่อว่า จะช่วยทำให้รัฐบาลมองเห็นปัญหาและทางแก้ไขที่ตรงจุดมากขึ้น และช่วยให้ประชาชนร่วมมือกันรับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ได้ดีขึ้น
“ความเสียหายทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการควบคุมการแพร่ระบาด และมาตรการที่จะนำมาใช้ในการควบคุม ถ้ายิ่งปล่อยไว้นาน ความเสียหายก็จะมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม คาดว่า รัฐบาลจะควบคุมได้ภายใน 3 เดือน โดยใช้มาตรการซอฟต์ล็อกดาวน์ คือ ควบคุมเฉพาะพื้นที่ที่มีการระบาด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อได้ ห่วงโซ่การผลิตยังคงเดินหน้า โรงงานยังผลิตสินค้าได้ ยังค้าขาย และส่งออกได้ ไม่หยุดชะงักเหมือนครั้งแรกที่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ซึ่งเกิดผลกระทบแรงเกินไป
ส่วนการมีวัคซีน ที่เป็นความหวังของโลก และหลายประเทศเริ่มฉีดให้กับประชาชนแล้ว จะทำให้คนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันเร็วกว่าคนไทย จะช่วยให้มั่นใจในการเดินทาง และอาจผ่อนคลายการเดินทางมากขึ้น
“เมื่อถึงเวลานั้น หากไทยประคับประคองการแพร่ระบาดในประเทศได้ ตัดสินใจแก้ปัญหาบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตัดสินตามฐานเสียงการเมือง ให้ข้อมูลกับประชาชนแบบ single message น่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อยู่ และประเทศไทยไปรอดแน่นอน”
ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแบบผิดกฎหมาย รัฐควรมีมาตรการผ่อนผัน หรือส่งเสริมให้มาลงทะเบียนถูกต้อง เพราะหากจับกุมทั้งหมด จะทำให้หลบหนี และอาจแพร่เชื้อไปยังพื้นที่อื่นๆได้ ซึ่งจะ
ทำให้การควบคุมยากมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้โรงงานต่างๆขาดแคลนแรงงาน กระทบต่อการผลิตสินค้า การส่งออก และเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเสนอให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขดูแลแรงงานต่างด้าว (อสต.) มากขึ้น จากปัจจุบันมีราว 4,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอ บุคคลเหล่านี้รู้ภาษาของเขา ทำให้แรงงานต่างด้าวเข้าใจนโยบายแก้ปัญหาของไทย และให้ความร่วมมือ
“ผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจหาเชื้อให้กับแรงงานต่างด้าว และพนักงานในโรงงาน ทั้งแบบ rapid test และ PCR แต่รัฐควรเร่งอนุมัติการตรวจ rapid test ให้ชัดเจนว่าแบบใดจะรับรองผลตรวจได้ นอกจากนี้ ยังพร้อมให้ความร่วมมือนำหอพักในโรงงาน ทำเป็นสถานที่กักตัว เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลสนามลงได้บ้าง”
อย่างไรก็ดี การเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบยังจำเป็น โดยเฉพาะเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยังเหลืออยู่อีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งอาจนำมาเพิ่มให้กับโครงการคนละครึ่ง เป็นคนละ 5,000 บาท ต่ออายุช้อปดีมีคืน ส่วนเราเที่ยวด้วยกัน การห้ามเดินทางข้ามจังหวัดอาจมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว หากเป็นไปได้ อยากให้เดินทางได้เหมือนเดิม รวมถึงอาจชะลอหนี้บางส่วนให้กับผู้ประกอบการเพิ่มเติมอีก
“ถ้ารัฐบาลควบคุมการระบาดรอบนี้ได้ภายใน 3 เดือน สร้างสมดุลระหว่างการควบคุมโรค กับเศรษฐกิจให้ดี โดยใช้มาตรการซอฟต์ล็อกดาวน์ เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และน่าจะขยายตัวได้ 1.5-3% จากปี 63 มูลค่าส่งออกขยายตัว 3.5% แต่ความท้าทายคือ ค่าเงินบาท ที่ต้องไม่แข็งค่าเกินค่าเงินของคู่แข่ง”
“จากการประเมินความเสียหายระลอกใหม่ ที่คาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคชะลอลง กระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการ การหลีกเลี่ยงสัญจรไปในพื้นที่ที่มีการระบาด และการชะลอทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการชะลอเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปในรอบนี้ ทำให้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 64 จาก 4.1% เป็น 2.6% หรือเสียหายประมาณ 250,000 ล้านบาท”
อย่างไรก็ตาม การที่ทางการยังอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้อาจต้องจำกัดจำนวนคน อาจส่งผลให้ผู้ใช้บริการและรายได้ของธุรกิจลดลง อย่างน้อยก็ช่วยให้ธุรกิจส่วนใหญ่เดินหน้าต่อได้ ไม่ถึงกับปิดกิจการ หรือเลิกจ้างนั้น อาจทำให้รายได้ครัวเรือนลดลง จนกระทบการใช้จ่ายของคนทั่วไป และกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ
“พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยจะเปลี่ยนเพียงไร ขึ้นกับความเข้มข้นของการจำกัดกิจกรรม ขณะที่แรงส่งของเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ที่การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ โดยรัฐอาจออกมาตรการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชดเชยรายได้ หรือลดรายจ่ายที่จำเป็น เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง เป็นต้น”
แม้การระบาดรอบนี้เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง โดยเฉพาะหากครัวเรือน และผู้ประกอบการ ใช้เงินเก็บหรือขายทรัพย์สิน เพื่อใช้จ่ายในช่วงล็อกดาวน์รอบแรกจนแทบไม่เหลือแล้ว แต่น่าจะเห็นเศรษฐกิจ ไม่ได้หดตัวแรงอย่างช่วงไตรมาส 2 ปีก่อน เพราะเรามีตัวช่วย คือ การส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำวันนี้เพื่อให้อยู่รอดคือ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพิ่มขีดความสามารถการเติบโตในระยะยาว เช่น เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ สนับสนุนการส่งออกด้วยการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้บาทอ่อนค่า สนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ให้ไปลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งปรับโครงสร้างภาษีให้รัฐมีรายได้พัฒนาประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐาน
หากไม่ทำเช่นนั้น ต่อให้รอดวิกฤติโควิดมาได้ เราอาจเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักไม่แพ้กัน คือ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงซึมยาว เพราะขาดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งยังมีเวลารับมือ หากเริ่มปรับตัว
ตั้งแต่วันนี้
“ความหวังที่จะช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วอยู่ที่ภาครัฐ คลังต้องเร่งฉีดเงินสู่ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้มีอาชีพอิสระ หาเช้ากินค่ำ แม้แต่ผู้มีรายได้ประจำ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องช่วยลดภาระครัวเรือน และผู้ประกอบการ ผ่านการต่อมาตรการพักหนี้ ลดดอกเบี้ยนโยบาย และให้เงินคลังกู้ หรือใช้มาตรการ QE เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง”
“ตอนนี้แต่ละโรงแรมต้องประเมินการปิดกิจการชั่วคราวอีกรอบ โดยเฉพาะโรงแรมใน 5 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด เช่น โรงแรมในพัทยาก็ปิดแล้ว ในกรุงเทพฯมีที่ปิดแล้ว ซึ่งธุรกิจโรงแรมมีความท้าทายมาตั้งแต่เดือนมี.ค.-เม.ย.ปีที่แล้ว และต้องมาปิดอีกครั้ง ทำให้ขาดทุนระยะยาว มีผลกระทบมากมาย”
สำหรับโรงแรมที่ปิดตัวลง ขอให้รัฐบาลให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์เงินชดเชยประกันสังคม กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจากกองทุนประกันสังคม 50% ของฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท หรือ 7,500 บาทตลอดเวลาที่ปิดด้วย เพราะตอนนี้พนักงานได้รับการชดเชย เป็นส่วนที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่รัฐสั่งปิด เช่น สปา ฟิตเนสในโรงแรม แต่ส่วนอื่นนั้น แม้เจ้าของโรงแรมให้ปิด ก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนปกติ
“การอุ้มพนักงานให้อยู่รอด เป็นเรื่องที่เราต้องการมากที่สุด จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาทำโครงการร่วมจ่ายค่าจ้าง (co-pay) กับโรงแรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งให้กับพนักงาน หรือสูงสุดเดือนละ 7,500 บาท ระยะเวลา 1 ปี โดยไม่ต้องเป็นพนักงานใหม่ เพื่อรักษาการจ้างงาน มีเงื่อนไขว่า ต้องไม่เลิกจ้างพนักงานคนนั้นเป็นเวลา 1 ปี และไม่ต้องจำกัดวุฒิการศึกษา เนื่องจากคนที่อยู่ในธุรกิจโรงแรม จะดูจากความเชี่ยวชาญในสายงาน”
รวมทั้งขอให้รัฐช่วยลดค่าไฟ 15% ของใบเรียกเก็บเงิน เพราะค่าไฟของโรงแรมใหญ่ๆ ถ้าเปิดก็เสียค่าใช้จ่ายหลักแสนบาททันที ที่ผ่านมารัฐเว้นการเก็บค่าไฟตามอัตราขั้นต่ำถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ แต่อยากให้ลดลง เลยมากกว่า
นอกจากนี้ ขอให้รัฐอนุมัติปล่อยสินเชื่อ 60 ล้านบาทต่อโรงแรม อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% โดยให้ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 2 ปี จากตอนนี้ ธนาคารให้รายละไม่เกิน 2-3 ล้านบาท ซึ่งที่จริงโรงแรมมีศักยภาพ แต่เหตุการณ์ตอนนี้ทำให้โรงแรมอยู่ไม่ได้ และยิ่งเมื่อประเมินว่า ต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะกลับมาปกติ ธนาคารก็ยิ่งไม่อยากปล่อยสินเชื่อให้
ส่วนข้อเสนอต่อภาครัฐ เรื่องตั้งกองทุนฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม อาจมีปัญหาในการประเมินสินทรัพย์ของแต่ละโรงแรม แต่อาจจะดี สำหรับโรงแรมที่ไปไม่ได้จริงๆ แล้วประกาศขาย และเราไม่อยากให้โรงแรมพวกนี้ไปอยู่ในมือต่างชาติ ตอนนี้มีโรงแรมที่ต้องการขายกิจการ และเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก จากการสำรวจโรงแรมที่มีมาตรฐาน 4-5 ดาว เลิกจ้างไปแล้ว 37% ของพนักงานทั้งหมด แต่จริงๆแล้วยังมีการเลิกจ้างในโรงแรมอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงโรงแรมที่จดทะเบียนไม่ถูกต้องด้วย
อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อยากให้ภาครัฐ รีบให้การรับรองให้ชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดใด จะอนุญาตให้เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องถูกกักตัว 14 วัน
“ส.อ.ท.ได้หารือกับสมาชิก เพื่อประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ ถ้าควบคุมได้ใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ประเมินว่า ความเสียหายจะตกเดือนละ 45,000-60,000 ล้านบาท แต่กรณีที่เอาไม่อยู่ คือ ระบาดทั่วประเทศ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก หลักหลายพันคนต่อวัน อาจใช้เวลานานถึง 8-10 เดือนจึงจะควบคุมได้ ย่อมกระทบต่อภาคเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท ถ้าต้องล็อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง จะยิ่งเสียหายหนักกว่านี้”
โดยประชาชนและเอกชนคงเห็นตรงกันว่า ทุกคนพอมีประสบการณ์จากครั้งแรกอยู่ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องปฏิบัติตัวตามที่รัฐเคยแนะนำอย่างเคร่งครัด อาทิ การอยู่ที่บ้าน ไม่ออกไปข้างนอกโดยไม่จำเป็น ทำงานที่บ้าน เรียนทางออนไลน์ เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกนอกบ้าน ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์บ่อยๆกินร้อน ช้อนกลาง ที่สำคัญการ์ดต้องไม่ตก เพราะการระบาดรอบนี้ เชื้อแพร่เร็ว ติดง่าย และไม่แสดงอาการ
“คนส่วนใหญ่ทราบดีจากข่าวสารต่างๆ ว่า การระบาดระลอกใหม่นี้เกิดจาก 2 เรื่อง คือ 1.แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่หลบหนีเข้าเมือง 2.บ่อนการพนันผิดกฎหมาย จึงขอให้รัฐบาลรีบเร่งปราบปรามผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้อย่างเด็ดขาดและจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต รวมทั้ง ผมยังมีข้อเสนอเร่งด่วนขอให้รัฐบาลเร่งรัดการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ เพื่อฉีดให้กับคนไทยทั้งประเทศ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นใจ”
ทั้งนี้ การระบาดครั้งแรกเมื่อต้นปี 63 ผู้ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ เอสเอ็มอีและคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม และโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว บริการและค้าปลีก ผลจากการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้ธุรกรรมต่างๆหยุดชะงัก ผู้ประกอบการขาดรายได้ ขาดสภาพคล่อง ลดเวลาทำงานจนถึงหยุดกิจการ ทำให้คนจำนวนมากตกงาน
ณ เวลานั้นรัฐบาลออกมาตรการหลายอย่างเพื่อช่วยเหลือ และหนึ่งในนั้นคือ การจัดสรรวงเงิน 500,000 ล้านบาท หรือซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำของ ธปท. แต่การปล่อยกู้ติดขัด เพราะธนาคารพาณิชย์กลัวจะเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จนถึงปัจจุบัน ปล่อยได้เพียง 120,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องปรับปรุง แก้ไขว่า ทำอย่างไรจะปล่อยกู้ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
“การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) สัปดาห์ที่ผ่านมา กกร.เสนอให้ภาครัฐเร่งใช้วงเงินฟื้นฟูที่เหลืออยู่อีก 200,000 ล้านบาท เพื่อต่ออายุโครงการคนละครึ่ง และให้เพิ่มวงเงินจากเดิมคนละ 3,500 บาท เป็น 5,000 บาท และมาตรการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เช่น ลดค่าไฟฟ้า 5% เป็นต้น”
เวลานี้ทุกคนต้องช่วยกัน ล่าสุด ส.อ.ท.จะระดมทุนเพิ่มเติมจากสมาชิก สมทบสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงให้จังหวัดสมุทรสาคร โดยจะทำงานร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด และจะก่อสร้างให้เสร็จเร็วที่สุด.
ทีมเศรษฐกิจ