
นครินทร์ อมเรศ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย
หลังไวรัสโคโรนา 2019 ได้แพร่ระบาดในโลกมาราวครึ่งปี จุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดเคลื่อนที่จากเมืองอู่ฮั่นของจีน มาสู่กลุ่มยุโรป ก่อนที่สหรัฐฯจะเข้าป้ายเป็นแชมป์ ในด้านบวก นิวซีแลนด์ได้ประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 ยุติการล็อกดาวน์ที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดเกือบสามเดือน หลังพบว่าไม่มีผู้ติดเชื้อหลงเหลือในประเทศ
คุณจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีคนสวยได้ยอมรับว่าดีใจจนแดนซ์เล็กๆ ทันทีที่ทราบข่าวดีนี้ สำหรับไทยเอง พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้แถลงพร้อมชูมือเป็นเลขศูนย์สะท้อนการไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในไทยในวันที่ 11 มิ.ย. ก่อนจะชูใจผู้รับชมว่าขอให้เก็บความสุขนี้ไว้ในใจ และยังต้องระมัดระวังอย่าให้การ์ดตก
ความเข้มแข็งของภาคสาธารณสุขดูจะสวนทางกับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการจ้างงานที่มีตัวเลขการคาดการณ์ผู้ว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ถึงหลายล้านราย จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองว่า เราขาดสิ่งใด ที่จะทำให้คนไทยเข้มแข็งในมิติเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับด้านการแพทย์ โดยเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 กระทบต่อหลากหลายสาขาอาชีพที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ และที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่กล้าใช้จ่ายภายใต้ความไม่แน่นอนเช่นนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แรงงานเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสามารถหางานใหม่ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในสายอาชีพเดิมอีกต่อไป คือ การเปิดโอกาสให้แรงงานปรับตัวให้ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน
เครื่องมือที่ใช้โดยทั่วไปในการค้นหาคำตอบ คือ ผลการศึกษาวิจัย แต่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการนโยบายการเงิน เคยกล่าวไว้ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ ธปท.ว่างานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของไทยส่วนใหญ่ทุ่มเทพื้นที่ให้กับการใช้เครื่องมือทางวิชาการประมาณและประเมินผลกระทบ แต่จัดสรรพื้นที่ให้กับการเสนอทางออกไม่มากนัก ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่างานวิจัยล่าสุดของคุณกัมพล พรพัฒนไพศาลกุล เรื่อง Labor Market Digital Transformation : หนทางต้านวิกฤติ ของ ธปท.เร็วๆนี้ ได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวคือ ใช้เนื้อหาถึงสองในสาม เพื่อเสนอ รูปแบบกลไกการจัดการให้แรงงานไทยสามารถยกระดับและปรับทักษะ หรือ upskill และ reskill
การศึกษาชิ้นนี้ ได้ประมวลแนวทางจากตัวอย่างต่างประเทศเข้ากับประสบการณ์เชิงลึกของผู้ดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาทักษะทั้งจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ผู้แทนกรมการจัดหางาน รวมถึงสภาหอการค้าไทย ซึ่งเป็นฝ่ายที่เข้าใจความต้องการแรงงานในตลาดเป็นอย่างดี ตลอดจน ผู้แทนจากสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการพัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า หัวใจสำคัญของทางออก คือ การยกระดับการจัดการด้านแรงงานที่ดีบนความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน โดยช่วยกันวางแผนด้านกำลังคนของประเทศ รวมถึงการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงฐานข้อมูล big data จับคู่ตำแหน่งงานและทักษะระหว่างแรงงานกับความต้องการในตลาด
ในทางปฏิบัติแล้ว สิ่งที่ขาดไปคือ กลไกการจับคู่งานที่จะช่วยให้ผู้ว่างงาน และนักศึกษาจบใหม่สามารถเข้าถึงโครงการสร้างอาชีพที่ภาครัฐจัดจ้างเพิ่มขึ้นแต่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และงานเอกชน ทั้งชั่วคราวและประจำ ซึ่งมีแพลตฟอร์มการสมัครงานอยู่หลากหลาย ขณะที่ จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าถึงแหล่งเรียนรู้พัฒนาทักษะออนไลน์ได้ดียิ่งขึ้น โดยอาจใช้ตัวอย่าง Interface ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลาพัฒนาไม่มาก ของ Web Page มาตรการช่วยเหลือและข้อมูลสถาบันการเงินในสถานการณ์ COVID-19 ของ ธปท. แต่เข้าถึงได้สะดวกในวงกว้าง
โดยสรุปแล้ว การสร้างโอกาสให้ผู้ว่างงานและมีความเสี่ยงที่จะว่างงานได้รับรู้ความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนได้เข้าถึงแนวทางการปรับตัวพัฒนาทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความคาดหวังของนายจ้าง เป็นทางออกสำคัญซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับแรงงานไทยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แต่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้แรงงานไทยสามารถเอาตัวรอดได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต.
** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **