
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เหลือ 0.50% ต่อปี ว่า การลดดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่ควรทำในภาวะเศรษฐกิจซบเซาและขยายตัวไม่ได้อย่างที่คิด ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.สอดคล้องกับนโยบายการเงินการคลังของกระทรวงการคลัง
ส่วนกรณีที่เอกชนเสนอให้ออกมาตรการช็อปช่วยชาติในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น กระทรวงการคลังพร้อมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 คลี่คลาย แต่ต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าจะใช้มาตรการใด แต่กระทรวงการคลังมีกระสุนเตรียมไว้แล้วสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ
“เวลาที่เหมาะสมหมายความว่า ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องสามารถเดินทางไปมาข้ามจังหวัดได้ และเดินทางท่องเที่ยวได้ โดยรัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเลิกเคอร์ฟิว ทำให้ประชาชนกลับมาเดินห้างได้อย่างอิสระก่อน ถึงจะกำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท”
ส่วนเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวแบบตัวยู เหมือนช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 หรือฟื้นแบบตัววี หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 51 นั้น ยังเร็วไปที่จะตอบ ขณะนี้ต้องประคองภาคธุรกิจและประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ และให้ล้มน้อยที่สุด เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ภาคธุรกิจและประชาชนก็พร้อมหนุนและเป็นฟันเฟืองให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปลายไตรมาสแรกของปี หรือตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมาตรการล็อกดาวน์ ดังนั้น ไตรมาสแรกจึงได้รับผลกระทบเล็กน้อย หรือติดลบไม่มาก ส่วนผลกระทบหนักจะตกอยู่ในไตรมาสสอง ส่วนไตรมาสสามและสี่นั้น สศค.คาดว่าหากเศรษฐกิจดีขึ้นจะทำให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้ตามปกติ
“ในภาวะปกติการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจ ทุกๆเดือนหน่วยงานของรัฐบาลที่ดูแลเรื่องนี้จะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งตัวเลขที่แถลงออกมาจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนดำเนินธุรกิจ แต่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ ไม่มีใครลงทุน ดังนั้น เพื่อลดความสับสน สศค.จะยึดตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ที่ติดลบ 1.8% ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์แถลงไว้”.