
สงครามยังไม่กระทบ แต่ราคาน้ำมันขยับแล้ว! โครงสร้างตลาดน้ำมันไทย “ใครเป็นใคร” ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุซระอุ รู้จัก 5 เสือ เจ้าตลาดน้ำมันไทย ทำไมปั๊มต่างชาติ กล้า "สวนหมัด" รัฐบาล
ทุกครั้งที่มีสงครามในตะวันออกกลาง สิ่งแรกที่คนไทยทำไม่ใช่การเช็กข่าวต่างประเทศ แต่เป็นการเช็ก “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม”
ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 หลังอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ทางการค้า และพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดตัวทันที แม้รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพลังงานจะออกมายืนยันหนักแน่นว่า “เรามีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 60 วัน” และขอความร่วมมือผู้ค้าให้ตรึงราคา
แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสร้างความสับสนให้ผู้บริโภค เมื่อปั๊มต่างชาติอย่าง Shell และ Caltex ตัดสินใจปรับขึ้นราคานำร่องไปก่อน ขณะที่พี่ใหญ่อย่าง OR (ปตท.) และ บางจาก ยังคงประกาศตรึงราคาเพื่อช่วยประชาชน
คำถามคือ ทำไมแต่ละเจ้าถึงขยับราคาไม่พร้อมกัน? ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่สงครามเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “โครงสร้างธุรกิจ” และ “บทบาท” ของ 5 เสือปั๊มน้ำมันไทย ที่ Thairath Money อยากชวนเจาะตลาดและโครงสร้างของธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ในที่ลึกขึ้นกว่าเดิม
ท่ามกลางความกังวลว่าการขนส่งน้ำมันจะหยุดชะงัก กระทรวงพลังงานได้เรียกประชุมผู้ค้าด่วนและยืนยันว่าไทยมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงรวมกว่า 7,660 ล้านลิตร (สำรองตามกฎหมาย + อยู่ระหว่างขนส่ง) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน 2 เดือนเต็ม แม้ไม่มีการนำเข้าใหม่
ทว่าในโลกของธุรกิจ “ต้นทุนน้ำมันดิบ” ขยับตัวรอไปแล้ว
ทั้งนี้ เหตุผลที่ Shell และ Caltex กล้าขยับก่อน เพราะทั้ง 2 รายเป็น "International Oil Companies" ที่อ้างอิงราคาตามกลไกตลาดโลกอย่างใกล้ชิดและมีภาระต้นทุนที่บริหารจัดการต่างจากรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทที่มีรัฐถือหุ้นใหญ่ ซึ่งต้องแบกรับ "ภารกิจความมั่นคง" พ่วงมาด้วย
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (4 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดปั๊มเชลล์ ได้ กลับมาปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 1 บาท/ลิตร ส่วนเซลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ปรับลดลง 4.20 บาท/ลิตร เช่นเดียว กับ ปั๊มคาลเท็กซ์ ที่ได้กลับมาประกาศปรับลดราคาแล้วเช่นกัน
จากข้อมูลวิจัย LH Bank ณ ปี 2568 และสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน นี่คือโฉมหน้าของผู้กุมชะตาพลังงานไทยที่แบ่งเค้กกันอย่างดุเดือดเสมอมา
หมายเหตุ : สัดส่วนดังกล่าว แบ่งตามจำนวนสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และ ยังมีปั๊มขนาดกลางและเล็ก รวมกันอีก 7% อยู่ในโครงสร้างผู้ให้บริการด้วย
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมปั๊มต่างชาติถึงต้องขึ้นราคาน้ำมันได้? ข้อมูลจาก LH Bank ระบุว่า "ค่าการตลาด" (Marketing Margin) หรือรายได้ที่ปั๊มได้รับหลังจากหักต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นและภาษีต่างๆ คือหัวใจสำคัญ
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันขยับ เรามักชี้เป้าไปที่ "สงคราม" ในตะวันออกกลาง แต่นั่นเป็นเพียง "ปัจจัยภายนอก" ที่มากระทบ ปัจจัยภายในที่แท้จริงคือ "โครงสร้างตลาดน้ำมันไทย" ที่ผสมผสานระหว่างปั๊มที่มีภารกิจของรัฐ (ปตท.) กับปั๊มเอกชนข้ามชาติ (Shell/Caltex) เมื่อเกิดวิกฤติเราจึงเห็นภาพการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ซึ่งการที่ Shell และ Caltex ขึ้นราคา อาจเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับ “ต้นทุนใหม่" ในอนาคตที่ต้องไปซื้อหามาทดแทนด้วยราคาแพงขึ้น เนื่องจากไม่มีรัฐหนุนหลังนั่นเอง
ทั้งนี้ ล่าสุด "อนุทิน ชาญวีรกูล" ระบุว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชน อีกครั้งหนึ่ง โดยประกาศสำคัญ คือ ปั๊ม ปตท. ทุกปั๊ม จะถูกกำหนดให้ขายน้ำมันดีเซล ที่ลิตรละ 29.94 บาท
ที่มา : กระทรวงพลังงาน ,วิจัย LH Bank
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney