
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงงานในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล มีการใช้งานหม้อน้ำ 1,736 เครื่อง หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน 838 เครื่อง ซึ่งได้ดำเนินการปรับแต่งเครื่องแล้ว 51 โรงงาน คิดเป็นอุปกรณ์การเผาไหม้ 173 เครื่อง ซึ่งหากโรงงานทั้งหมด ร่วมกันปรับแต่งอุปกรณ์การเผาไหม้ มั่นใจว่าจะลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงและลดการปลดปล่อยฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 จากการเผาไหม้สู่บรรยากาศได้ 1-3% และช่วยประหยัดต้นทุนคิดเป็นเงินรวม 640 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันพบว่าภาคอุตสาหกรรมใช้พลังงาน 28,459 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือคิดเป็น 35.2% จำนวนนี้ ใช้พลังงานในหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนอุปกรณ์การเผาไหม้อื่นๆ 10,000 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบจากจำนวนอุปกรณ์ 15,000 เครื่องทั่วประเทศ จึงได้สั่งการให้กรม โรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้สำหรับหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนอย่างต่อเนื่อง ด้านนายวัฒนา ทองเหว่า ผู้จัดการบริษัท โปลิโฟมอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้าร่วมโครงการลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยฝุ่นจิ๋ว กล่าวว่า พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาฝุ่น
ด้านนายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปตท.จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติ (CNG) ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดฝุ่นจิ๋ว ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดย ปตท.จะให้บริการสำรวจพื้นที่และตรวจประเมินเครื่องจักร การปรับปรุงประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องจักร และพร้อมสนับสนุน หากโรงงานใดมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยฝุ่น PM 2.5 น้อยกว่า เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่นๆสำหรับบริการดังกล่าว จะเน้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้รูปแบบเชื้อเพลิงและปริมาณการใช้ตามเงื่อนไขที่กำหนด และตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่น อีกทั้งได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการ จะไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ จนถึงวันที่ 31 มี.ค.2563 ที่อีเมล dscng@pttplc.com