
ส่งความสุขส่งท้ายปีเก่า เตรียมต้อนรับปีใหม่ในวันพรุ่งนี้ (1 ม.ค.) “ทีมเศรษฐกิจ” ขอส่งท้ายด้วยการ “เหลียวหลังแลหน้า” มองภาพรวมเศรษฐกิจปีเก่า “ปีหมูเขี้ยวตัน” ที่เจอปัจจัยลบรุนแรงทั้งในและต่างประเทศซ้ำเติม “เศรษฐกิจไทย” จนขยายตัวเพียง 2.5-2.8% ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจปีหน้า ประมาณการของหน่วยงานรัฐและเอกชนคาดจะเติบโตอยู่ที่ 2.5-3%
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะดูเพียงตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจคงไม่ได้ เพราะปี 2562 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนทิศทางการค้า และการย้ายฐานการลงทุน จากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลก และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ
ในปีนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” จึงอยากให้คุณผู้อ่านได้มุมมองใหม่ๆจากนักธุรกิจชั้นนำ โดยเฉพาะอย่างทั้ง 3 นักธุรกิจที่เราเลือกมาอยู่ในธุรกิจที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี
นอกจากนั้น ยังมี “ของแถมชั้นดี” เป็นแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท อัตราดอกเบี้ย ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน และทิศทางตลาดหุ้นไทย จากกูรูผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในแต่ละสาขา เรียกว่าครบจบในครั้งเดียว ได้ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน พร้อมเผชิญหน้ากับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหนูทองหรือหนูไฟ ก็ไม่ต้องกลัว!
ผยง ศรีวณิช
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ปี 2562 ที่กำลังจะผ่านไปจัดได้ว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยและโลกต้องเผชิญกับความท้าทาย ทําให้เศรษฐกิจในปีหมูไม่หมูอย่างที่คิด
ช่วงต้นปี เรามองว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะโตที่ 3.5% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยน่าจะโตที่ 4.1% อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่รุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงหลายรอบ ล่าสุดเดือน ต.ค. ไอเอ็มเอฟมองว่า เศรษฐกิจโลกจะโตแค่ 3% ซึ่งเป็นอัตราที่ตํ่าที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2553 ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2562 แผ่วตามไปด้วย เพราะเราพึ่งพาเศรษฐกิจโลกสูง
“ความพยายามลดดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งในปีนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่เห็นผล บาทแข็งยังคงกดดันการส่งออก ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการลงทุนยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้รัฐต้องออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค สร้างความเชื่อมั่นและพยุงเศรษฐกิจ เช่น โครงการชิม ช้อป ใช้”
วัดชีพจรเศรษฐกิจปีหน้า 2563 ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้เล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.4% แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าสงครามการค้าอาจรุนแรงขึ้น แต่ปริมาณการค้าของโลกจะปรับตัวดีขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมา ทําให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมน่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทําให้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วย แม้ว่ายังไม่สามารถทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยพลิกเป็นบวกได้ แต่จะติดลบน้อยลง โดยจากที่คาดไว้ที่ -2.9% ในปี 62 จะเหลือ -0.7% ในปี 63 รวมทั้งจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น จึงคาดว่ารายได้นักท่องเที่ยวยังจะเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะอัดฉีดเงินได้มากกว่าเดิม หลังจบปัญหาความล่าช้าของงบประมาณ
ในปี 2563 จะเห็นการลงทุนภาครัฐที่เติบโตกว่า 6% รวมทั้งยังจะเห็นมาตรการกระตุ้นอื่นๆของภาครัฐตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภค มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์
คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะโต 2.8% มากกว่าปี 2562 ที่คาดว่าจะโต 2.5%
สำหรับทิศทางของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีหนู “ผยง” ให้ความเห็นว่า มาตรการกำกับดูแลความเสี่ยง เช่น มาตรการคุมภาระหนี้ต่อรายได้สูงสุด ที่คาดกันว่า ธปท.อาจนำมาบังคับใช้นั้น จะส่งผลกระทบธุรกิจธนาคารพาณิชย์และเศรษฐกิจค่อนข้างมาก จึงเห็นว่ายังไม่ควรนำมาใช้ในช่วงนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว
“ธุรกิจธนาคารยังคงเผชิญกับการดิสรัปชัน (disruption) จากการทําธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น ทําให้รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง ส่วนใหญ่จึงปรับกลยุทธ์เพิ่มฐานลูกค้าผ่านโมบายแบงกิ้ง และด้วยการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น เราน่าจะเห็นธนาคารต่างๆพัฒนาแพลตฟอร์มที่มุ่งสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ของตัวเอง เพื่อให้ผู้บริโภคใช้บริการอื่นๆในแอปพลิเคชันของธนาคารได้อย่างครบวงจร และหลายธนาคารจะเร่งลดต้นทุนในการให้บริการไปพร้อมกัน”
ส่วนค่าเงินบาท ธนาคารกรุงไทยมองว่า ในปี 63 ค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าตํ่ากว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะกับธุรกิจเกษตร ซึ่งบริหารความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนได้ยาก โดยมีสินค้าเกษตรเพียง 15% ที่กำหนดราคาส่งออกในรูปเงินบาทได้
นอกจากนี้ การที่รายได้ส่งออกที่ลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาท อาจทําให้ผู้ส่งออกลดปริมาณการลงทุนลง ซึ่งจะยิ่งทําให้ตัวเลขการลงทุนของไทยหดตัวหนักกว่าเดิม ซึ่งภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นอาจทําให้ ธปท.พิจารณาลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง และอาจมีมาตรการอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินไปจนกระทบภาคส่งออก และกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวไทยของชาวต่างชาติ
สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์
ประธานกรรมการบริหารบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)
ผมคิดว่าปีนี้ 2562 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจลงต่ำสุดแล้ว อย่างความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ผมคิดว่า มันชัดเจนขึ้นแล้ว เมื่อเห็นว่ามันไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้แล้ว มันก็น่าจะดีขึ้น และมองดูจะเห็นว่า ทั้งอเมริกาและจีนเองก็อยากจะหาทางลง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการดูแลเศรษฐกิจในประเทศแล้ว
โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ผมอยากเห็นมาตรการที่ส่งผลกระทบแรงกว่าที่ผ่านมา ผมและคนทั่วไปก็เห็นว่ารัฐพยายามทำอยู่ อย่างชิม ช้อป ใช้ ก็เห็นว่ารัฐพยายามช่วยเหลือรากหญ้าและผู้บริโภคจริงๆ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลพยายามลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ไปแล้วก็ใส่เงินเข้าไปมากพอสมควร แต่นั่นก็เป็นเรื่องของกลุ่มการลงทุน แต่มันไม่เกิดการหมุนเวียนของเงิน จะเห็นว่าที่ผ่านมา เราพบว่าผู้บริโภคระดับรากหญ้าไม่มีเงินเลย จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มี ส่วนคนในระดับกลาง ซึ่งเป็นลูกค้าของอาร์เอส มีเงิน แต่ขาดความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทบกับคนชั้นกลางก็คือ ระมัดระวังการใช้จ่าย ก็เลยทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
“ผลสำรวจของอาร์เอส บอกเราชัดเจนว่า ลูกค้าเราเป็นคนระดับกลาง เพราะเราขายสินค้า 1 บิล ประมาณ 2,000 บาท เมื่อก่อนเขาโทร.เข้ามาเพื่อสั่งซื้อสินค้าเลย แต่เดี๋ยวนี้ เราโทร.กลับไป เขาขอชะลอ ขอคิดดูก่อนว่าควรจะซื้อไหม และคนส่วนนี้เริ่มมีจำนวนมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกค้าระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งก็เป็นธรรมดา ถ้าความเชื่อมั่นไม่มี”
นายสุรชัย หรือเฮียฮ้อ บอกว่า ถ้าจะขอให้เขาช่วยแนะนำ เรื่องการกระตุ้น การใช้จ่าย อย่างชิม ช้อป ใช้ หรือเดิน เที่ยว กิน น่ะ เขาเห็นว่ามาถูกทางแล้ว เพียงแต่มันเบาไป จำเป็นต้องทำให้เกิดอิมแพกต์แรงๆจึงจะผลักดันให้การใช้จ่ายและการบริโภคของคนขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้มากกว่านี้
ทีนี้ถ้าแรงกว่านี้ ก็ต้องใช้เงินมากกว่านี้ เฮียฮ้อ กล่าวว่า ถ้าต้องการให้ลูกตุ้มเหวี่ยงแรง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้เดินหน้าไปได้ ก็ต้องใช้เงินมากที่รัฐบาลใช้อยู่ ใช้ไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องงบดุล
“มันก็เหมือนลงทุนทำธุรกิจน่ะครับ ผมต้องลงทุนไปก่อน พอเศรษฐกิจฟื้น หรือดีขึ้นเราก็ค่อยมาจัดการเรื่องรายจ่ายที่เราลงทุนไปก่อน ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ถึงหนี้สาธารณะจะไม่ขึ้น แต่ทุกอย่างมันจะแย่ลงเรื่อยๆ และสุดท้ายจะกลายเป็นปัญหาอื่นตามมา”
แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือ เราต้องการความเชื่อมั่นจากรัฐบาลมากกว่านี้ โดยเฉพาะความมั่นคงของการเมืองก็คือเรื่องของปากท้องชาวบ้าน และความเชื่อมั่นในรัฐบาล “ผมว่าการเมืองต้องรีบสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย”
“เวลานี้เราเหลือภาคการท่องเที่ยวภาคเดียวเท่านั้นที่ขยายตัว และผมก็คิดว่ารัฐบาลมองเห็นอยู่ชัดเจนแล้ว แต่ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้น้อยไป การท่องเที่ยวคือตัวเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากสุด และแข็งแรงที่สุด เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากที่สุด”
สำหรับภาคเอกชน การปรับตัวถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะเอกชนเราเจอหลายอย่าง วันนี้เจอเรื่องของการดิสรัปทางธุรกิจ ทุกธุรกิจโดนหมด และรุนแรงถึงขั้นที่ว่า ถ้าไม่ปรับตัวก็อาจจะเจ๊งได้เลย เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ ภาคเอกชนจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง มีความคล่องตัวสูง
“สิ่งที่ผมพยายามทำคือ หาหุ้นส่วน และพาร์ตเนอร์ คือ ผมอยากเรียนว่า การทำธุรกิจในวันนี้ ถ้าเรายังยึดติดรูปแบบเดิมๆ บางทีเรายังไม่รู้เลยว่าเราแข่งกับใคร จริงๆวันนี้ เราไม่ได้แข่งกับใคร แต่เราแข่งกับผู้บริโภค และยังโดนดิสรัป...ปัญหาคือ เราจะเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างไร จะอยู่ได้ หรือล่มสลาย ไม่ใช่เพราะคู่แข่ง แต่เพราะเราโดนดิสรัป ผมจึงพยายามชวนพาร์ตเนอร์ทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และต่างอุตสาหกรรมเข้ามา เพื่อให้เราวิน-วิน ไปด้วยกัน”
เฮียฮ้อ ยกตัวอย่าง การจับมือกับไทยรัฐทีวี คิง เพาเวอร์ เวิร์คพอยท์ บีทีเอส และกำลังจะมีอีกช่องหนึ่ง ซึ่งผมบอกกับพวกเขาไปว่า เราไม่ได้แข่งกัน แต่เราจะเป็นพาร์ตเนอร์กัน เพื่อให้แข็งแรงไปด้วยกันในธุรกิจทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน
“นี่เป็นแนวโน้มของธุรกิจทั่วโลกที่ต้องมีการจับมือกัน ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากพูดว่า ปีหน้าจะแย่กว่านี้ก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ และการมีเพื่อนเยอะๆ เพื่อจับมือกันเข้าไปให้ถึงผู้บริโภค และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค จะเป็นโมเดลของการอยู่รอดด้วยกันในปีหน้า และปีต่อๆไป”
วิชา พูลวรลักษณ์
ประธานกรรมการบริหารบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)
ปี 2563 เมื่อมองภาพรวมเศรษฐกิจ ผมมองในด้านบวกคาดจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งหากตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประเทศอยู่ในระดับ 3% ขึ้นไป น่าจะยอมรับได้
ทั้งนี้ เชื่อว่า ทางรัฐบาลเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว และมีทีมงานที่ “โปรแอ็กทีฟ” ทำงานได้เร็ว และหากงบประมาณออกมาในต้นปีหน้าจะทำให้โครงการต่างๆขับเคลื่อนได้และเศรษฐกิจจะมีการเติบโตดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ในทุกอุตสาหกรรมจะต้องมีการปรับตัวให้เร็ว ให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ในส่วนของ “เมเจอร์” ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะหากลุ่มลูกค้าใหม่ โอกาสใหม่ๆ แม้ภาพคนทั่วไป มองว่ากลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่น แต่เราได้ขยายเข้าถึงลูกค้าใหม่คือกลุ่มเด็ก 12 ปี สร้าง Kids Cinema ปรับโรงภาพยนตร์ไม่ให้มืดเกินไป ปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับครอบครัวและเด็กๆ ซึ่งปรากฏว่ามียอดซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ถึง 500,000 ใบ
ขณะเดียวกัน ยังใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า หากจะมอง “เมเจอร์” ในยุคก่อนใช้เงินสดซื้อตั๋ว วันนี้เราได้ปรับเป็น “โมบาย ทิกเก็ต” คลิกและรับตั๋วได้เลย
โดยธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้า ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึกให้มากขึ้น ทำการวิจัย สร้าง Big Data เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้ใหญ่ขึ้น ดังจะเห็นในทุกวันนี้ บริเวณหน้าโรงเมเจอร์ไม่มีลูกค้าเข้าคิวซื้อตั๋วเหมือนเดิมอีกแล้ว
“ในปี 62 ที่ผ่านมา มีการจับตามองหลายองค์กรว่าจะได้รับผลกระทบจาก “เทคโนโลยี ดิสรัป” ซึ่ง “เมเจอร์” เป็นหนึ่งในองค์กรที่ถูกจับตามอง แต่เมื่อผลการดำเนินการถึงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธุรกิจมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 13% นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจอย่างมาก เพราะภาพยนตร์ที่นำมาฉายในโรงภาพยนตร์เป็นคนละคอนเทนต์กับธุรกิจสตรีมมิงทีวีที่กำลังได้รับความนิยม อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเร็ว นิยมออกนอกบ้าน ไปศูนย์การค้า ชอบรับประทานอาหารนอกบ้าน และดูภาพยนตร์ในโรง”
ขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด ปัจจุบันตลาดหลักและมีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุด คือตลาดเอเชีย หนังต้องตอบโจทย์คนเอเชียและในปีหน้าเองมีหนังฟอร์มยักษ์เตรียมเข้ามาฉาย จึงทำให้เชื่อว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปีหน้ามีทิศทางเติบโตได้ดี คาดว่าจะมีอัตราเติบโตประมาณ 10-15%
นอกจากนั้น ในปีหน้า ทาง “เมเจอร์” จะขยายเข้าถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร ซึ่งที่ผ่านมาจัดกิจกรรมให้กับลูกค้าและพนักงานตามโรงแรมและร้านอาหาร แต่ “เมเจอร์” จะใช้โรงภาพยนตร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลูกค้าใช้บริการ
โลกในทุกวันนี้จะทำธุรกิจแบบธรรมดาเหมือนเดิมๆ หากไม่ปรับตัวแล้ว หากเจอ “ดิสรัป” ธุรกิจจะอยู่ไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือต้อง “ดิสรัป” ตัวเอง ปรับตัวเองตลอดเวลา เพราะแนวโน้มเทคโนโลยีดิสรัป จะมาเรื่อยๆ เร็วขึ้นและแรงขึ้น เราต้องมีความเข้าใจ ต้องเปิดใจ เปิด “Mindset” ต้องปรับให้ทัน ต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ นำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ นำ Machine Learning มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและธุรกิจ.
ทีมเศรษฐกิจ