เอสแอนด์พีปรับมุมมองเครดิตไทย ดีขึ้นรอบ 9 ปีจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงบวก”

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เอสแอนด์พีปรับมุมมองเครดิตไทย ดีขึ้นรอบ 9 ปีจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงบวก”

Date Time: 13 ธ.ค. 2562 08:01 น.

Summary

“อุตตม” ยิ้มเอสแอนด์พีปรับมุมมองเครดิตไทยดีขึ้นในรอบ 9 ปี จาก “มีเสถียรภาพ” ขึ้นเป็น “เชิงบวก” จากระดับมีเสถียรภาพ ด้าน “สมคิด” ยันเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ขณะที่ สศค.เผยหนี้สาธารณะต่อจีดีพี

Latest

“เอไอเอส”รุกลดคาร์บอนครบวงจร ยกทีมบุกญี่ปุ่นขอวิชาจัดการ“ขยะอิเลกทรอนิกส์”

“อุตตม” ยิ้มเอสแอนด์พีปรับมุมมองเครดิตไทยดีขึ้นในรอบ 9 ปี จาก “มีเสถียรภาพ” ขึ้นเป็น “เชิงบวก” จากระดับมีเสถียรภาพ ด้าน “สมคิด” ยันเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ขณะที่ สศค.เผยหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ในอนาคตปี 67 ไม่เกิน 50% จากกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไม่เกิน 60%

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท S&P Global Ratings (S&P) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นเชิงบวก (Positive) ซึ่งเป็นการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยให้ดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับจากปี 53 ที่ไทยคงระดับมีเสถียรภาพมาโดยตลอด โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการออกตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศระยะยาวที่ BBB+ และระยะสั้นที่ A-2 รวมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินบาทระยะยาวที่ A- และระยะสั้นที่ A-2

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกของประเทศไทยมาจากภาคการคลังที่แข็งแกร่งและระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำ ฐานะการเงินระหว่างประเทศและสภาพคล่องที่อยู่ ในระดับสูง การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่เหมาะสมในช่วงที่ผ่านมา และการมียุทธศาสตร์ชาติก็เป็นสิ่งที่ดี รวมทั้งการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งทำให้มีเสถียรภาพทางการเมืองที่น่าจะส่งผลดีกับการปฏิรูปเศรษฐกิจและการบริหารงาน เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนระยะต่อไป S&P ประเมินว่า สิ่งที่ต้องติดตาม คือผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่มีต่อภาคการส่งออกของไทย

“ช่วงที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำ ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเมื่อ ก.ค.62 บริษัท Fitch Ratings และบริษัท Moody’s Investors Service ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นเชิงบวก (Positive) และยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ BBB+ และ Baa 1 ตามลำดับ และต่อมาเมื่อเดือน ต.ค.62 บริษัท Rating and Investment Information, Inc.ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นจากระดับ BBB+ มาเป็น A- สะท้อนถึงความเชื่อมั่น ของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย”

ส่วนการปรับมุมมองความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยของสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำต่างๆนั้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถดำเนินการ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ต่อไป เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานว่า ที่ประชุมฯ ได้พิจารณาแผนการคลังระยะ ปานกลาง 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2564-67 โดยกระทรวงการคลังรายงานให้ที่ประชุมฯ รับทราบ ว่า ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง และยังมีช่องว่างในการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้อีกมาก โดยไม่มีผลกระทบต่อฐานะการคลังและเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ส่วนกรณีที่ S&P ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย เป็น “Positive” จากเดิม “Stable” สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจของไทยยังคงดี เมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ปีหน้ายังคงต้องระมัดระวัง เพราะเศรษฐกิจยังคงเป็นแบบนี้ เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นต้น ส่วนเรื่องค่าเงินบาทที่ยัง แข็งค่า นายสมคิดกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องอ่านนิตยสารนิเคอิ เอเชียน รีวิว ของญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่า ปัญหาของไทยปัจจุบันมาจากเรื่องความสำเร็จในอดีต คือในอดีต เราทำไว้ดีมากในเรื่องการคลังและเรื่องอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมีมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยภาคเอกชนเสนอให้ออกมาตรการช็อปช่วยชาติ นายสมคิด กล่าวว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต้องเสนอขึ้นมา เพราะ ในส่วนของกระทรวงการคลังมีมาตรการชิม ช้อปใช้อยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอมาตรการอื่นๆที่เสนอมาตนจะไปบอกหัวหน้าทีมเศรษฐกิจให้

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การ ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ที่กำหนดให้ทำแผนการเงินการคลังของรัฐบาลในระยะกลาง ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวง การคลังทำแผนไปแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เป็นแผน 4 ปี ระหว่างปี 2564-67 โดยแผนได้ให้ความสำคัญเรื่องวินัยการเงินการคลังที่ยั่งยืน เช่น กำหนดหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ไม่เกิน 60% โดยกระทรวงการคลังคาดว่า ปี 67 ซึ่งสิ้นสุดตามแผน หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะไม่เกิน 50% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนด และที่สำคัญหนี้ สาธารณะที่รัฐบาลก่อเป็นการลงทุนทางด้านโครงสร้าง พื้นฐานที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. กระทรวงการคลังได้รายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงทางการคลังตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ณ สิ้นเดือน ก.ย.62 สรุปได้คือหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน ก.ย.62 อยู่ที่ 6.901 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ จีดีพี 41.24% จากกรอบที่กำหนดไว้ที่ 60% สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณอยู่ที่ 27.24% จากกรอบที่กำหนดไว้ 35% สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมดอยู่ที่ 3.15% จากกรอบที่กำหนดให้ไม่เกิน 10% และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ อยู่ที่ 0.15% จากกรอบที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 5%.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ