
ทันทีที่มีข่าวว่า สหรัฐฯประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าไทย 573 รายการ หรือ 40% ของจำนวนสินค้าที่ไทยใช้สิทธิในปี 61 รวม 1,485 รายการ มูลค่ากว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีวันที่ 25 เม.ย.63
สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าข่าวนี้ชิงพื้นที่ทุกสื่อได้อย่างต่อเนื่องหลายวัน เพราะบางคนคิดว่า นี่คือการ “ตอบโต้” ของสหรัฐฯ หลังจากไทยห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่นำเข้าจากสหรัฐฯเพียงไม่กี่วัน ที่สำคัญสหรัฐฯส่งสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะตัดสิทธิไทย
ทั้งๆที่การประกาศระงับสิทธิสินค้าไทย หรือการคืนสิทธิ เป็นงานประจำที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) พิจารณาทุกปี และช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ที่สหรัฐฯให้จีเอสพี ไทยมีทั้งถูกระงับสิทธิ และคืนสิทธิหลายครั้ง
อย่างโครงการ GSP ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามเมื่อเดือน มี.ค.61 ต่ออายุจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.63 หรือบังคับใช้ปี 61-63 หลังโครงการก่อนหมดอายุสิ้นปี 60 ซึ่งไทยเป็นหนึ่งที่ได้รับการต่ออายุ
แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน สหรัฐฯประกาศผลทบทวนการให้สิทธิเป็นรายสินค้า (Product Review) โดยตัดสิทธิสินค้า 86 รายการจาก 15 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าไทย 11 รายการ เพราะมีมูลค่านำเข้า หรือมีส่วนแบ่งตลาดเกินเพดานที่กำหนด แต่ในปี 62 เพิ่งคืนสิทธิให้ไทย 7 สินค้า
สำหรับโครงการ GSP ที่สหรัฐฯให้กับประเทศกำลังพัฒนา แต่ละโครงการ มีผลบังคับใช้ 3 ปี และต่ออายุต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังทบทวนการให้สิทธิเป็นรายสินค้า (Product Review) และรายประเทศ (Country Review) ด้วย
โดยกรณีเป็นรายสินค้า จะพิจารณาว่า แต่ละสินค้าที่นำเข้าภายใต้ GSP มีมูลค่าการนำเข้า และส่วนแบ่งตลาดเกินเพดานที่กำหนดแล้วหรือไม่ ถ้าสินค้าใด จากประเทศใดก็ตาม มีศักยภาพส่งออกสูง จนมูลค่าและส่วนแบ่งตลาดเกินเพดานจะตัดสิทธิทันที แต่ประเทศผู้ส่งออกมีโอกาสยื่นคำขอคืนสิทธิได้อีก
ส่วนกรณีรายประเทศ USTR จะพิจารณาตามเงื่อนไข เช่น คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯหรือไม่ คุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากลหรือไม่ สนับสนุนสหรัฐฯต่อต้านการก่อการร้ายหรือไม่ เปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ ฯลฯ ล่าสุดต้นปี 62 เพิ่งตัดสิทธิอินเดีย ตุรกี
สำหรับไทย การถูกตัดสิทธิครั้งนี้เป็นการตัดสิทธิรายประเทศและ USTR พิจารณาตามคำร้องของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (AFL-CIO) ที่เรียกร้องตั้งแต่ปี 58 ให้ตัดสิทธิไทย เพราะไม่คุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล และยังเรียกร้องรัฐบาลไทย ซึ่งขณะนั้นกำลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายแรงงาน เพื่อให้แก้ไข 7 ข้อ เช่น แก้ไขนิยามการกระทำที่ไม่เป็นธรรม, ให้แรงงานต่างด้าวตั้งสหภาพ, คุ้มครองแรงงานในระหว่างตั้งสหภาพ, คุ้มครองสิทธิในการแสดงออกหรือการพูด ฯลฯ
แต่ไทยทำตามได้ 5 ข้อ อีก 2 ข้อสำคัญ คือ ให้แรงงานต่างด้าวตั้งสหภาพ และคุ้มครองแรงงานในระหว่างตั้งสหภาพ ยืนยันทำไม่ได้เช่นเดียวกับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ USTR ผู้พิจารณาการให้สิทธิ เรียกร้องหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน ฯลฯ ให้แก้ไขให้ได้ และขู่อาจมีผลต่อการให้ GSP
อย่างไรก็ตาม การถูกตัดสิทธิไม่ได้หมายความว่า สหรัฐฯไม่นำเข้าสินค้า 573 รายการอีก ยังนำเข้าเหมือนเดิม แต่ผู้นำเข้าต้องเสียภาษีนำเข้าอัตราปกติเฉลี่ย 4-5% ส่งผลให้ต้นทุนส่งออกเพิ่ม 50.33 ล้านเหรียญ และน่าจะทำให้ปี 63 มูลค่าส่งออกสินค้าที่ถูกตัดสิทธิลดลง 28.8-32.8 ล้านเหรียญ หรือ 0.01% ของมูลค่าส่งออกรวม!!
กระทรวงพาณิชย์ได้หาทางรับมือผลกระทบแล้ว ล่าสุด “วอร์รูม” กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน ที่ตั้งขึ้นตามข้อสั่งการของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้หารือถึงผลกระทบและแนวทางผลักดันการส่งออกสินค้าที่ถูกตัดสิทธิไปตลาดใหม่ และจะเสนอให้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) พิจารณาทำแผนผลักดันส่งออก ซึ่งจะทำควบคู่กับการส่งออกไปตลาดเป้าหมาย 10 แห่ง
ขณะเดียวกัน “ทีมไทยแลนด์” ทั้งเอกอัครราชทูตไทย ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ทูตแรงงาน ฯลฯ ได้หารือ USTR เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรับทรายรายละเอียด และสิ่งที่ไทยต้องดำเนินการเพื่อให้ได้รับการคืนสิทธิ
แต่ที่น่าจับตาคือ เร็วๆนี้สินค้าไทยอีกกี่รายการจะถูกตัดสิทธิอีก เพราะมูลค่านำเข้าและส่วนแบ่งตลาดเกินเพดาน และในอนาคตจะมีอีกกี่สินค้า ที่จะถูกตัดสิทธิอีกในรอบการพิจารณารายประเทศ หลังจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาคมผู้ส่งออกสุกรแห่งสหรัฐฯ ยื่นเรื่องให้ USTR ตัดสิทธิไทย เพราะไม่เปิดตลาดให้สหรัฐฯอย่างสมเหตุสมผล จากที่ไทยไม่นำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในมีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนจากสหรัฐฯเสียที
ไม่ว่าเมื่อไร ไทยจะถูกตัดสิทธิ ระหว่างนี้ ผู้ส่งออกควรเตรียมพร้อมปรับปรุงการผลิตให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบร้ายแรงในวันที่ถูกตัดสิทธิจริงๆ.
สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์