
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเทศญี่ปุ่นเคยเป็นตลาดหลักของสายการบินไทย แต่ปัจจุบันสายการบินต้นทุนต่ำ (โลวคอสต์) เข้ามาเปิดตลาดจำนวนมาก ทำให้ตลาดญี่ปุ่นแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะเส้นทางโตเกียว โอซาก้า และซัปโปโร ดังนั้นการบินไทยต้องมองให้ต่าง จึงเลือกเปิดเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-เซนได ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในเชิงนโยบายที่ให้ไปทำตลาดใหม่มากกว่าการแข่งขันอยู่กับตลาดเดิม และยังตั้งใจที่จะทำให้เป็นเส้นทางต้นแบบการเดินทางแบบพรีเมียมด้วย โดยมั่นใจว่าเส้นทางนี้จะทำราคาได้ดี และมีกำไรได้ ขณะนี้การบินไทยถือเป็นสายการบินแรกของไทยที่เปิดเส้นบินมายังเซนได
ทั้งนี้ในเบื้องต้นอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (เคบินแฟกเตอร์) ของเส้นทางกรุงเทพฯ-เซนได อยู่ที่ประมาณ 85% โดยมียอดจองล่วงหน้าเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งเวลานี้การบินไทยกำลังเร่งสร้างฐานให้ดีที่สุด ก่อนที่สายการบินอื่นจะหันมาเปิดเส้นทางนี้ โดยกำลังเร่งประชาสัมพันธ์ และจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลดแลกแจกแถม ทั้งนี้การบินไทยจะพยายามทำให้ดีที่สุด หากอัตราการบรรทุกผู้โดยสารไม่ถึง 75% ทางการท่องเที่ยวของเซนได ก็พร้อมจะสนับสนุนเงินช่วยเหลือเป็นเวลา 1 ปี แต่มั่นใจว่าการบินไทยจะทำเคบินแฟกเตอร์ได้ในระดับสูงแน่นอน เพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดที่คนไทยชอบมาก
ด้านนายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ ระบุว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพของการบินไทย มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเปิดเส้นทางบินใหม่สู่เซนไดของการบินไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาคโทโฮคุ เนื่องจากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทางการบินไทยจะทำการบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-เซนได 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เที่ยวบินที่ ทีจี 626 เส้นทางกรุงเทพฯ-เซนได วันที่ 29 ต.ค. 62 และเที่ยวบินที่ ทีจี 627 เส้นทางเซนได-กรุงเทพฯ วันที่ 30 ต.ค. 62.