สกู๊ปเศรษฐกิจ : ทัพนักลงทุนจีนย้ายฐานมาไทย "สมคิด" โรดโชว์กวางตุ้ง-ฮ่องกง "ถูกที่ ถูกเวลา"

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

สกู๊ปเศรษฐกิจ : ทัพนักลงทุนจีนย้ายฐานมาไทย "สมคิด" โรดโชว์กวางตุ้ง-ฮ่องกง "ถูกที่ ถูกเวลา"

Date Time: 28 ต.ค. 2562 05:08 น.

Summary

การเดินทางเยือนมณฑลกวางตุ้งและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ของรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ซึ่งจัดโดยสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กับสำนักงานส่งเสริม

Latest

พาณิชย์เกาะติดสหรัฐฯ งัดข้อคู่ค้า จับตาขั้นตอน-กรอบเวลา หลังมาตรการภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ

การเดินทางเยือนมณฑลกวางตุ้งและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ของรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ซึ่งจัดโดยสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระหว่างวันที่ 20-25 ต.ค.ที่ผ่านมา

รองนายกฯสมคิด ใช้คำพูดว่า ครั้งนี้ได้นักลงทุนตามมาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย “เป็นกอบเป็นกำ” เพราะมา “ถูกที่ ถูกเวลา”

คำว่า “ถูกที่ ถูกเวลา” มาจากวิสัยทัศน์ Belt and Road Initiative หรือนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ต่อมาจีนใช้ชื่อว่า เส้นทางสายไหมสู่ศตวรรษที่ 21 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ต้องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งกับนานาประเทศ

ผนวกกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้นักลงทุนจีนต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ โดยใช้ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งประกอบด้วย กวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า เป็นหัวหอกนำพานักลงทุนจีนพุ่งลงสู่โลกภายนอก

ในส่วนของประเทศไทยได้โอกาสพอดี เนื่องจากผุดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรม และศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของอนุภูมิภาคแห่งนี้ในอนาคต

ประกอบกับในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์ ไทยได้โชว์ให้จีนได้เห็นจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในการสร้างความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ กลุ่มประเทศ CLMV อันประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตลอดจนอาเซียน ที่จะทำให้จีนซึ่งมาตั้งฐานการผลิตในไทยจะได้ลูกค้าตลาดใหญ่ “เป็นกอบเป็นกำ” เช่นกัน

ที่สำคัญการที่คณะของรองนายกฯสมคิด ได้พบกับนายหลี่ ซี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลกวางตุ้ง ได้ไปให้กำลังใจกับนางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

ยิ่งทำให้นักลงทุนจากกวางตุ้งและฮ่องกง เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นในการย้ายฐานการผลิตมาไทย โดยมีเป้าหมายใหญ่เข้าสู่พื้นที่อีอีซี

********************

"สมคิด-หลี่ ซี" ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามเอ็มโอยูระหว่าง สกพอ.กับมณฑลกวางตุ้ง

ดึงเทคโนโลยีชั้นสูงกวางตุ้ง

รองนายกฯสมคิดระบุว่า การโรดโชว์ครั้งนี้เริ่มต้นที่เมืองกว่างโจว ได้พบนายหลี่ ซี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลกวางตุ้ง และได้ต่อยอดการเชื่อมโยงมณฑลกวางตุ้งกับไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

“มีนัยสำคัญของการทำงานร่วมกับจีนคือ นักธุรกิจจีนจะดูท่าทีของผู้นำ ถ้าผู้นำให้การสนับสนุน นักลงทุนจีนก็จะเดินหน้าในทันที และเราจะใช้โมเดลคล้ายกับจีนในการสร้างสตาร์ตอัพของไทย เพื่อเปลี่ยนให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจบนฐานผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยง GBA ทำให้ไทยเข้าถึงจุดแข็งของจีนได้เหนือทุกประเทศ เพราะมณฑลกวางตุ้งและเมืองเสิ่นเจิ้นคือผู้นำของโลกด้านนี้”

และในครั้งนี้นายหลี่ ซี ได้ร่วมเป็นประธานในการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่าง สกพอ. กับ มณฑลกวางตุ้ง มีสาระสำคัญที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในสาขาทั้ง 2 ฝ่ายสนใจ ประกอบด้วย ความร่วมมือระหว่างการเชื่อมโยงอีอีซี กับมณฑลกวางตุ้ง และเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า

ตลอดจนความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้านการวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรม รวมทั้งด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

"สมคิด" หารือ "เหริน เจิ้งเฟย" ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

ไทยต้องการนักธุรกิจเสิ่นเจิ้น

ขณะที่การโรดโชว์ของคณะในครั้งนี้ ได้เดินทางต่อไปอีกเมืองของมณฑลกวางตุ้ง คือ เสิ่นเจิ้น พร้อมมีการสัมมนาขึ้นภายใต้ชื่อว่า “Strategic Partnership through the Belt and Road Initiative and the EEC” โดยรองนายกฯสมคิด ได้แจ้งกับผู้ร่วมรับฟัง 500 ราย ว่า ขอเชิญชวนนักธุรกิจจากเสิ่นเจิ้นไปลงทุนในประเทศไทย ที่กำลังทำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นรูปธรรม

“ผู้ประกอบการเสิ่นเจิ้นใครก็รู้ว่าเป็นอันดับหนึ่งเรื่อง อุตสาหกรรม 4.0 จึงเป็นโมเดลใหม่ทางธุรกิจที่ต้องการให้ไปประเทศไทยจะเป็นธุรกิจใหญ่ เล็ก ไม่สำคัญขอให้มีแพลตฟอร์มทางดิจิทัล

โอกาสของนักธุรกิจเสิ่นเจิ้นจะดีที่สุดในไทยเพราะไทยต้องการธุรกิจแบบนี้ ในพื้นที่อีอีซีก็ต้องการธุรกิจดิจิทัล และปีหน้าประเทศไทยก็จะเปิดตัวเทคโนโลยี 5G ด้วย”

ที่เมืองเสิ่นเจิ้น รองนายกฯสมคิด เปิดเผยว่า ได้หารือกับ นายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย พร้อมเยี่ยมนวัตกรรมใหม่ๆของหัวเว่ย จากที่ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปที่เมืองตงกว่าน เพื่อไปเยี่ยมชมหัวเว่ย แคมปัส ตลอดจนไลน์การผลิต และการพัฒนานวัตกรรม 5G ของหัวเว่ย

นายเหริน เจิ้งเฟย ตลอดจนคณะผู้บริหารของหัวเว่ย ต่างเห็นว่าประเทศไทยต้องรีบใช้เทคโนโลยี 5G และที่น่าสนใจคือ หัวเว่ยตกลงที่จะมาตั้ง “หัวเว่ย อะคาเดมี” ในประเทศไทย เพื่อช่วยพัฒนาคนไทยด้วย

ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในครั้งนี้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับบริษัทหัวเว่ย ในการฝึกอบรมผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดสตาร์ตอัพใหม่ๆ

และในเร็วๆนี้ สำนักปลัดกระทรวง อว.จะลงนามกับบริษัทหัวเว่ยอีกฉบับเพื่อจัดตั้ง หัวเว่ย อะคาเดมี ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัลและ ICT สำหรับภูมิภาคอาเซียน

ให้กำลังใจผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง

อีกจุดไฮไลต์ของการโรดโชว์ คือ การพบปะระหว่างรองนายกฯสมคิด และนางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุด เขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง ภายใต้การประชุมกวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า Greater Bay Area หรือ GBA ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก

รองนายกฯสมคิด กล่าวภายในงานนี้ว่า “การมาร่วมงานตั้งใจที่จะมาให้กำลังใจเป็นการส่วนตัวกับท่านผู้บริหารสูงสุด นางแคร์รี แลม ที่ถือเสมือนมิตรสนิทที่นับถือ ในยามที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้คนในสังคมมีความขัดแย้งทางความคิด จนลุกลามเป็นความขัดแย้งในสังคมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การนำของผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ในที่สุดแล้ว สถานการณ์จะสามารถคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติได้ในไม่ช้า ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นมิตรแท้ที่จะอยู่เคียงข้าง สนับสนุนให้กำลังใจชาวฮ่องกงเสมอ

จุดประสงค์ที่สอง คือ การสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับ GBA ในทุกๆมิติที่มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังประโยชน์ให้แก่ภูมิภาคเอเชียโดยส่วนรวม

“GBA ในสายตาของผมมาพร้อมกับบทบาทสำคัญใน 2 นัย ด้านหนึ่งเพื่อการก้าวสู่การเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี และนวัตกรรมของโลกเป็นเบ้าหลอมแห่งการสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ทรงพลังระดับ unicorn อีกทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งภาคการเงินและโลติสติกส์ของโลกอย่างแท้จริง ขณะที่อีกบทบาทหนึ่งคือเป็นหัวหอกอันสำคัญของจีนในการเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาในทุกมิติกับโลกภายนอกตามแนวทาง belt and road ของจีน โดยเฉพาะผ่านไทยสู่อาเซียนจะเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์”

ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่าง The Federation of Hongkong Industries (FHKI) และ สกพอ. โดยมีรองนายกฯสมคิด กับนายพอล ชาน รัฐมนตรีคลังของฮ่องกงเป็นสักขีพยาน

มีสาระสำคัญที่จะร่วมมือกันการผลักดัน ส่งเสริม และขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนฮ่องกง ในการพัฒนาส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย การอำนวยความสะดวกทางด้านการลงทุน การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการเริ่มต้นในพื้นที่อีอีซีอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของฮ่องกง ได้แก่ กลุ่มไบโอเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ กรีนเทคโนโลยี และการส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการศึกษา รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ

การประชุมกวางตุ้ง-มาเก๊า-ฮ่องกง Greater Bay Area อย่างเป็นทางการครั้งแรก
การประชุมกวางตุ้ง-มาเก๊า-ฮ่องกง Greater Bay Area อย่างเป็นทางการครั้งแรก

เติมนักลงทุนเข้าพื้นที่อีอีซี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สกพอ. ซึ่งร่วมเดินทางกับคณะในครั้งนี้ สำทับข้อมูลในเรื่องของ “ถูกที่ ถูกเวลา” ว่า ขณะนี้ 2 โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอีอีซี ได้มีการลงนามในสัญญาระหว่างรัฐและภาคเอกชนแล้ว

คือ 1.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่า 47,900 ล้านบาท ระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์ และพีทีที แทงค์

2.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงินลงทุนร่วม 200,000 ล้านบาท ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร หรือซีพีเอช

ขณะที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก น่าจะได้ข้อสรุปหาเอกชนร่วมลงทุนได้ในปลายปีนี้หรือต้นปี 2563 ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ก็คงได้ข้อสรุปในอีกไม่นาน

“สิ่งสำคัญคือ อีอีซีจะสำเร็จได้หรือไม่อยู่ที่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งเป็นจุดสร้างความเจริญ ขณะที่ท่าเรือมาบตะพุด และท่าเรือแหลมฉบัง จะเป็นจุดนำเข้า-ส่งออกสินค้าในอนาคต ขนาดที่นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐของจีนที่เคยมาดูอีอีซียังบอกว่า พื้นที่อีอีซีดีกว่าเมืองเจิ้งโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองการบินเจิ้งโจว เพราะอีอีซีมีทั้งรถไฟความเร็วสูง มีเมืองการบินและยังมีท่าเรือ การขนส่งทางทะเล ซึ่งเมืองเจิ้งโจวไม่มีเพราะไม่ติดทะเล จึงอยู่ที่ไทยจะทำโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงกันได้หรือไม่เพราะจะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้”

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของอีอีซีกำลังก้าวไปข้างหน้า และมีคณะไปโรดโชว์ที่จีน จึงเป็นการเติมนักลงทุนของจีนที่กำลังมุ่งย้ายฐานการผลิตเข้าไปยังพื้นที่อีอีซีได้พอดิบพอดี

********************

การขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของธุรกิจจีนในไทยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (2558-2561) มียอดรวมกว่า 112,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2561 มียอดรวม 55,000 ล้านบาท ส่วนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 นักลงทุนจากจีนมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2561 กว่า 5 เท่า และคาดว่าตลอดทั้งปีจะมากกว่าปีก่อน 30%

อีกทั้งในการโรดโชว์ครั้งนี้ รองนายกฯสมคิด ได้พบปะหารือกว่า 10 บริษัทยักษ์ของจีนและฮ่องกง ซึ่งทั้งหมดแสดงท่าทีมาลงทุนในไทย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ธุรกิจจีนกำลังพุ่งเป้าย้ายฐานมาไทยแบบไหลบ่าแน่นอน.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ