
“อนุสัญญา C188” หรืออนุสัญญาแรงงาน ระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ที่ประเทศไทยกำลังจะตกลงยอมรับเพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางการปลดล็อกใบเหลืองประมงไทยให้ถึงฝั่งฝัน...
วันนี้สมาชิก 187 ประเทศ จริงๆแล้วมีแค่ 10 ประเทศที่รับ เอาใกล้ๆตัวเราขึ้นมาหน่อยที่เพิ่งรับข้อตกลงเมื่อต้นปี ก็มีนอร์เวย์ เอสโตเนีย แองโกลา ลิทัวเนีย
กลุ่มเรือประมงจังหวัดปัตตานีให้ข้อมูลกับทีมข่าว “สกู๊ปหน้า 1” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ย้ำว่า ประเทศที่ติดทะเลจริงๆก็มีนอร์เวย์ ผลที่จะเกิดขึ้นเอาง่ายๆแค่ประเทศที่เป็นสมาชิกในอียู 50 กว่าประเทศ รับอยู่ 5 ประเทศเท่านั้น...ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลียเองเขาบีบเราเรื่องการใช้แรงงานทาสก็ยังไม่รับอนุสัญญานี้เลย
ประเทศในอียูที่กดดันเราเหลือเกินเรื่องใบเหลืองประมงไทยใช้แรงงานต่างด้าว...ขณะที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสะท้อนแนวคิดออกมา อย่างเป็นทางการที่รับเพราะต้องแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศไทย
“...จะเอาภาพลักษณ์ แต่เอาอาชีพประมงมาเสี่ยง” คุ้มค่าไม่คุ้มค่า ดูกันไปนับต่อจากนี้ แล้วผลจากอนุสัญญา C188 ให้อะไรกับภาคประมงไทย? ลองไล่เรียงจับต้นชนปลายมูลค่าปลาทะเลที่ออกจากเรือประมงไทย
ทั้งจากอ่าวไทยและทะเลอันดามันการส่งออกมีกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่?
60 เปอร์เซ็นต์ มาจากทูน่านำเข้าแปรรูปและส่งออก...30 เปอร์เซ็นต์ มาจากกุ้งเลี้ยงออกจากเรา...“เรือประมงพาณิชย์สัญชาติไทยแท้ๆ 5–10 เปอร์เซ็นต์...ดีไม่ดีอาจจะไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”
อนุสัญญา C188 เหตุไฉนที่เรือประมงไทยรับไม่ได้ ดิ้นสู้ต่อไปอย่างสุดกำลังแล้วก็อาจจะไม่ไหว...ผลสุดท้ายก็อาจจะต้องจอดเรือให้เพรียงกินรอเวลาจมสู่ก้นทะเลไปตามๆกัน
“จริงๆแล้วไม่สมควรจะมาบังคับเรา สิ่งที่เราต้องมาเจอกับมาตรการต่างๆวันนี้ต่อให้เราเจอใบแดงพวกเราก็อยู่กันได้ แต่การบังคับไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน มาตรฐานตัวเรือ โครงสร้าง นับรวมไปถึงเรื่องสวัสดิการต่างๆ ซึ่งจริงๆต้องบอกว่าสิ่งที่เขาบอกเรา เราทำไม่ได้เลย”
โชว์ผลงานของไอโล...อนุสัญญา C188 เอาเรือไปดัดแปลงเพื่อให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานของเขา เรือก่อนที่จะดัดแปลงกับหลังดัดแปลงรูปโฉมเปลี่ยน แต่ที่แย่หนักคือดัดแปลงแล้วสุดท้ายออกทำการหาปลาในน่านน้ำ ทะเลไทยไม่ได้ แค่วิ่งออกปากอ่าวก็จะจมอยู่แล้ว เรือไม่สมดุลเก๋งสูง...
วิถีชาวประมงไทย ต้นกำเนิดมาจากเรือประมงพื้นบ้าน เราไม่ได้ต่อเรือจากหลักวิศวกรรม แต่ต่อแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ค่อยๆต่อกันมาแล้วปรับสมดุลกัน
ปัญหาเรือประมงพาณิชย์ไทย ไม่เฉพาะในปัตตานีเท่านั้นที่มีปัญหา ทั้งประเทศเจอสภาพแบบนี้เหมือนกันหมด ทั้งอันดามัน อ่าวไทย 22 จังหวัด ทางระนองอาจจะคล้ายๆกับปัตตานี ต้องเอาตัวรอดออกไปหาปลา ต่างประเทศเป็นเรือเทศ ออกไปหาปลาในทะเลพม่า ส่วนที่ปัตตานีก็ไปมาเลเซีย ติดกับตราดก็ออกไปทะเลกัมพูชา
มาว่ากันต่อถึงมาตรการบังคับอนุสัญญา C188 ในส่วนโครงสร้างเรือที่รับไม่ได้ เขาบังคับว่าในเรือ 1 ลำ ถ้ามีลูกจ้าง 4 คน ต้องมีส้วม 1 ห้อง หมายความว่าบนเรือถ้ามีลูกจ้าง 30 คน คุณจะต้องมีส้วมบนเรือกี่ห้อง
ที่สำคัญ...คุณยังต้องมีห้องนอน ห้องสันทนาการ ห้องกินข้าว สรุปว่าเรือลำนี้เป็นเรือประมงหาปลา หรือว่าเรือนำเที่ยว
ถ้ามีห้องตามกฎกติกาที่ว่านี้ คิดสิ...คิดสิ...แล้วจะเอาพื้นที่ไหนจับปลา?
ไต้ก๋งเรือ หนึ่งในผู้ร่วมกลุ่มที่เดินทางเข้ามาสะท้อนปัญหาเรือประมงพาณิชย์ปัตตานี เสริมว่า ถ้าหากว่าเรารับอนุสัญญานี้ เราจะกระทบหนักยิ่งกว่าเดิม เกี่ยวโยงกับว่าอนุสัญญา C188 เป็นกฎหมายเรื่องแรงงาน แต่แถมด้วยโครงสร้างเรือ
“ปกติเรือประมงบ้านเรามี 3 ชั้น แต่ชั้นหนึ่งเราสูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร แต่ถ้ารับอนุสัญญา C188 ความสูงจะต้องได้ 190 เซนติเมตร ต่อหนึ่งชั้น...ถ้า 3 ชั้นความสูงของเรือเราจะอยู่ที่เท่าไหร่ สูงขึ้นอีกเท่าตัว...สมดุลตัวเรือส่วนที่อยู่ด้านล่างกับด้านบนไม่สมดุลกัน ก็สู้คลื่นลมลำบาก ออกทำประมงไม่ได้เลย”
ยกตัวอย่างเรือปลาลังอย่างเก่ากับอย่างใหม่ แค่เพิ่มขึ้นมาชั้นเดียวเรือลำนี้ก็ออกวิ่งไม่ได้แล้ว ถ้าสถานการณ์วันนี้ภาครัฐระบุว่า จะบังคับเฉพาะเรือใหม่ ไม่ได้บังคับเรือเก่า แต่เรากลัวกันว่าจะเป็นการเลี่ยงบาลี
เพราะเมื่อรับข้อตกลงตามอนุสัญญา C188 ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเรือเก่าเรือใหม่ ถ้าหากจะต้องซ่อมแซมก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรฐานหรือเปล่า
และในท้ายที่สุด...ก็ต้องเข้าสู่มาตรฐานอนุสัญญา C188 อยู่ดี
เลี่ยงไปไหนไม่ได้อีก เข้าล็อกถูกจับเป็นตัวประกันตามกฎระเบียบกติกาที่ไม่ตรงกับวิถีชีวิตจริง ชาวประมงไทยทำไปแล้ว...เรือใช้การไม่ได้ ออกหาปลาสู้ธรรมชาติไม่ได้ ชาวประมงทั้งหมดก็ต้องเดือดร้อนกันไปทั้งหมด
ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงไม่ขอรับ...ข้อตกลงอนุสัญญา C188 ด้วยประการทั้งปวง
“กฎหมายที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เรื่องแรงงานก็มีกฎหมายอยู่หลายข้อที่ควบคุมเราอยู่แล้ว ถ้าเอาอนุสัญญา C188 เข้ามาเสริมไปอีก หมายความว่า... ประมงพาณิชย์สัญชาติไทยจะตายหมด”
อีกทั้งตามอนุสัญญา C188 การทำประมงเพื่อการค้าหมายถึงการทำประมงทุกรูปแบบ รวมทั้งการประมงในแม่น้ำและลำคลอง ยกเว้นการประมงเพื่อยังชีพ ก็หมายความว่า...การประมงที่ไม่ได้ทำเพื่อค้าขาย
แต่นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน ที่จำกัดขนาดความจุเรือ ที่ 10 ตันกลอสลงมาก็ไม่เกี่ยวแล้ว ขีดวงฉายภาพข้อกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาฉบับนี้ เขียนระบุเอาไว้ชัดเจน ถ้ารัฐไม่ทบทวนเราก็ต้องหมอบ
ณ ตอนนี้ รัฐบาลบอกเรามาว่า เพิ่มเติมแค่ 4 ข้อ พวกเรากลุ่มก้อนชาวประมงก็ได้ประชุมกันหลายครั้งหลายครา พยายามต่อต้าน อนุสัญญา C188 แต่ก็มีความดื้อรั้นที่จะรับ
“ถามว่าถ้ารับแล้ว ก็จะออกมาเป็นกฎหมายลูก กฎหมายหลาน ต่อไปเรื่อยๆอีกแบบเดียวกันกับ พ.ร.ก.ประมงที่เป็นอยู่ก็จะหนักกว่านี้ คลุมกรอบปฏิบัติอีกชั้นหนึ่ง เรากลัวว่าจะตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน...และชาวประมงรุ่นลูกรุ่นหลานจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
เสียงหนึ่งแทรกเข้ามา ขอตอบคำถาม...ที่ว่า หากเรือประมงตายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบก็คือ “เมื่อกฎหมายทุกอย่างประกาศใช้ แล้วมีผลบังคับใช้จริงๆ รวมทั้งอนุสัญญา C188 นี้ด้วย เจ้าของเรือ เจ้าของกิจการประมง ชาวประมงที่เป็นคนไทยดั้งเดิมตามวิถีไทยอยู่ไม่ได้ ก็จะล้มหายตายจาก จอดเรือ จมเรือ...”
เฉพาะเรือประมง 1 หมื่นกว่าลำ กระทบกับผู้ขายผัก วินมอเตอร์ไซค์ บริษัท ห้างร้านต่างๆ ฯลฯ เกือบจะทุกๆกิจการของสังคมไทยเลย ทุกๆอย่างที่ว่าคือปลายน้ำ ประมงคือต้นน้ำหาเงิน เมื่อเจ้าของธุรกิจประมง เจ้าของเรือตายหมด...ระบบทุนจะเริ่มเข้ามา “คนที่มีทุนใหญ่ เป็นเจ้าของกิจการใหญ่จริงๆ แล้วกิจการแบบทุนเดียวเท่านั้นถึงจะมาเริ่มทำตามกฎหมายนี้ แล้วอ่าวไทยของเราก็จะถูกครอบครองด้วยระบบทุน 100 เปอร์เซ็นต์”
เหมือนที่เราๆท่านๆเคยรู้ เคยได้ยิน...ระบบทุนยึดตลาดโชห่วย จับห่วย เขาทำได้แม้กระทั่งหมูปิ้ง หมูย่าง ข้าวเหนียว ส้มตำ อาหารตามสั่ง แล้วต่อไป...เรือทั้งหมดและปลาทั้งหมดในอ่าวไทย และอันดามันก็จะเป็นของระบบทุนเจ้าของกิจการเดียว.