
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของนายลูอิส คาเรช ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ด้านแรงงาน ว่า ยูเอสทีอาร์มาสอบถามความคืบหน้าการดำเนินงานของไทยในด้านแรงงาน ภายหลังจากที่ยูเอสทีอาร์มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับปรุงกฎหมายแรงงานใน 7 ประเด็น เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ซึ่งหากไทยไม่ดำเนินการตาม อาจมีผลต่อการพิจารณาการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ของสหรัฐฯ ที่ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาจากทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย
ทั้งนี้ ได้ชี้แจงว่า ข้อเรียกร้องของยูเอสทีอาร์ทั้ง 7 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิแรงงานในการรวมตัว และการร่วมเจรจาต่อรองนั้น ไทยดำเนินการไปแล้ว 5 ข้อ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของไอแอลโอ ส่วนอีก 2 ข้อ กระทรวงแรงงานซึ่งเป็นผู้บังคับใช้ กฎหมายต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก่อน เพราะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นๆ
“โดยทั้ง 2 ข้อ ได้แก่ การให้แรงงานต่างชาติในไทยสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานต่างชาติในไทยได้นั้น ตามกฎหมายแรงงานของไทยไม่ได้กำหนดไว้ แต่กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นให้แรงงานต่างชาติในไทยมีสิทธิ์ที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีนั้น กระทรวงแรงงานได้หารือกฤษฎีกาแล้ว และได้คำตอบว่า อาจขัดกับกฎหมายอาญาของไทย เพราะการจะพูดอะไรก็ได้ในไทย ต้องไม่กระทบหรือหมิ่นคนอื่นจนเกิดความเสียหาย ทั้งนี้ ได้ชี้แจงแล้วว่าใน 7 ข้อนั้น ไทยดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับไอแอลโอแล้วตั้ง 5 ข้อ ส่วนอีก 2 ข้อ อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ต้องหารือกับทุกภาคส่วนก่อน”
นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ยูเอสทีอาร์ยังได้สอบถามความคืบหน้าการเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯที่มีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนในการเลี้ยงว่า ไทยยืนยันว่าจะทำตามผลการประชุมคณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (ทิฟา) เมื่อเดือน เม.ย.2561 ที่ตกลงให้ทั้ง 2 ฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการบริโภคเนื้อหมูและเครื่องในที่มีแรคโตพามีนตกค้าง ซึ่งต้องให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน.