ครม.แก้กฎหมายขายฝากที่ดินเกษตร ล้างวงจรนายทุนยึดสวน-ไร่-นา

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ครม.แก้กฎหมายขายฝากที่ดินเกษตร ล้างวงจรนายทุนยึดสวน-ไร่-นา

Date Time: 19 ก.ย. 2561 09:40 น.

Summary

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.เพชรบูรณ์ เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย...

Latest

“เอไอเอส”รุกลดคาร์บอนครบวงจร ยกทีมบุกญี่ปุ่นขอวิชาจัดการ“ขยะอิเลกทรอนิกส์”

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.เพชรบูรณ์ เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย ถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินหลุดมือของประชาชนไปเป็นของนายทุน โดยที่ผ่านมากว่า 90 ปี เรื่องขายฝากจะอยู่ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีความพยายามของรัฐบาลในอดีตที่จะแก้ไขกฎหมายขายฝากตั้งแต่ปี 2516-2517 สมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ จนถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ด้วย ที่พยายามแก้ไขกฎหมายแต่ไม่สำเร็จ

สำหรับการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ กำหนดให้การขายฝากที่ดินการเกษตรหรือที่อยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ได้รับการคุ้มครองสัญญา ตามกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคจากเดิมอยู่ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยการทำสัญญาขายฝากต้องทำเป็นหนังสือที่ได้รับการตรวจสอบสัญญาโดยนิติกรหรือพนักงานที่ดินก่อนนำไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน เพื่อให้มีมาตรฐาน ไม่ให้นายทุนกำหนดเงื่อนไขเอาเปรียบ

ขณะที่เรื่อง การทำข้อเพิ่มเติมในสัญญาต้องได้รับการตรวจสอบเช่นเดียวกัน และหากมีข้อตกลงที่กดขี่ข่มเหงประชาชน จะถือว่าข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ นอกจากนั้น การทำสัญญาขายฝากจะต้องมีเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี จากในปัจจุบันพบว่ามีการทำสัญญาขายฝากแค่ 4 เดือน เพราะตั้งใจที่จะให้ประชาชนทำสัญญารอบใหม่โดยจะคิดค่าทำสัญญาครั้งละ 40,000-50,000 บาท หรือต้องการให้ที่ดินหลุดจำนองโดยเร็ว รวมทั้งกำหนดให้ผู้ซื้อฝากต้องมีหนังสือแจ้งผู้ขายฝากให้รับทราบล่วงหน้า 6 เดือน ก่อนที่จะถึงเวลาต้องนำเงินมาคืนตามสัญญา ถ้าไม่แจ้งให้ยืดเวลาสัญญาออกไปอีก 6 เดือน ส่วนดอกเบี้ยคิดไม่เกิน 15% ต่อปี

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่าโดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีชุมชนไม้มีค่า 20,000 ชุมชนภายใน 10 ปี ได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 26 ล้านไร่ ประชาชน 2.6 ล้านครัวเรือน มีความมั่นคงในอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.04 ล้านล้านบาท โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) กรมป่าไม้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า เพื่อให้ประชาชนมีพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการปลูก.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ