
การจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานของ “แรงงานต่างด้าว”...กัมพูชา ลาว เมียนมา ตั้งเป้าหมายยอดรวมเอาไว้ที่ราวๆ 1.3 ล้านคน
อนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ย้ำว่า กรณีที่แรงงานต่างด้าวไม่สามารถลงทะเบียนดำเนินการที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) ได้ทัน ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้มีมาตรการเพื่อให้กระบวนการดำเนินการในศูนย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ทันเวลา
กำหนดแผนปฏิบัติไว้อย่างเป็นระบบ 3 ระยะ ระยะแรก...กำหนดให้แรงงานนำใบเสร็จรับเงินค่าตรวจสุขภาพและค่าประกันสุขภาพเป็นหลักฐานแทนใบรับรองแพทย์ เมื่อผลตรวจออกแล้วให้ใช้ใบรับรองแพทย์
ระยะที่สอง...ลดขั้นตอนโดยให้แรงงานที่มีวีซ่าและขออนุญาตทำงานก่อนแล้วจึงนัดไปจัดทำใบอนุญาตทำงาน (บัตรสีชมพู) ในภายหลัง รวมทั้งเพิ่มเวลาการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ระยะที่สาม...เพิ่มช่องทางโดยรับลงทะเบียนกลุ่มที่ยังตกค้างไม่สามารถดำเนินการภายในศูนย์ได้ทันเวลาที่กำหนดทางระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือทางเอกสารจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในส่วนภูมิภาค
ทั้งยังมีการออกบริการหน่วยเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการเพื่อรับลงทะเบียนออนไลน์ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 เวลา 24.00 น. แล้วจึงมาจัดทำทะเบียนภายหลัง โดยกระทรวงแรงงานจะส่ง SMS กำหนดวันเวลานัดหมายไปให้นายจ้างเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่างๆให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายนที่จะถึงนี้...
ผลดำเนินการที่เกิดขึ้น มีแรงงานต่างด้าวมาดำเนินการจำนวน 1,320,035 คน คิดเป็นร้อยละ 96 คงเหลือไม่มาดำเนินการเพียง 59,217 คน คิดเป็นร้อยละ 4 เท่านั้น...ส่วนการลงทะเบียนออนไลน์มี 190,056 คน
“แรงงานต่างด้าว” ระหว่างรอการแจ้งกำหนดวันนัดหมายเพื่อดำเนินการต่อ มีข้อแนะนำว่า หากยังไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ขอให้เร่งดำเนินการ เพื่อให้ได้เอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางก่อน
ต่อมา...ให้ไปดำเนินการตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไว้ล่วงหน้า
พร้อมทั้งนำแบบ ทบ.1 และ ทต.1 ไปแสดงและให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองลงลายมือชื่อในแบบ ทต.1 ไว้ เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติต่อไป
ตัวอย่างขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ...“เมียนมา” จากศูนย์พิสูจน์สัญชาติเคลื่อนที่ ณ กระทรวงแรงงาน เริ่มจากรับบัตรคิว กรอกเอกสาร เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารและสัมภาษณ์ ถ่ายรูป...สแกนลายนิ้วมือ...สแกนม่านตา รับเล่ม CI และบัตรแรงงาน (OCWC)...ซึ่งขั้นตอนข้างต้นนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 310 บาท...เป็นค่า CI
เอกสารที่ต้องใช้มี...บัตรสีชมพู หมดอายุ 31 มีนาคม 2561/บัตรสีชมพู หมดอายุ 30 มิถุนายน 2561/ใบจับคู่, ใบรับรองการลงทะเบียนออนไลน์/ใบรับรองการลงทะเบียน ณ ศูนย์ OSS, สลิปจ่ายเงินเซเว่นฯ และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง/สำเนาทะเบียนบ้าน/สำเนาใบขับขี่
หากแรงงานต่างด้าวยังไม่ได้ตรวจสุขภาพให้เร่งไปตรวจ ณ โรงพยาบาลที่กำหนดให้เรียบร้อยก่อน โดยต้องนำแบบ ทบ.1 แบบ ทต.1 ไปแสดง...ให้แพทย์ลงลายมือชื่อในแบบ ทต.1 ด้วย พร้อมกันนี้ให้เตรียมเอกสารการยื่นคำขอจัดทำทะเบียนประวัติให้เรียบร้อยก่อนมาดำเนินการที่ศูนย์ OSS
ได้แก่ แบบทะเบียนประวัติของแรงงานต่างด้าว (ทบ.1), แบบทะเบียนประวัติผู้ติดตาม (ทต.1), เอกสารประกอบอื่นๆ ทั้งนี้ ต้องเน้นย้ำว่า...หากได้รับ SMS นัดหมายแล้ว ขอให้ไปตามนัด เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการ หากมีข้อขัดข้องไม่สามารถไปได้ขอให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอเปลี่ยนวันเวลานัดหมายล่วงหน้า
หากมีข้อสงสัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน
ข้อมูลจาก ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือ ศูนย์ OSS ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดทำทะเบียนประวัติอยู่ที่ 6,180 บาท แบ่งเป็นค่าตรวจสุขภาพ 500 บาท และค่าประกันสุขภาพ 3,200 บาท (กระทรวงสาธารณสุข), ค่าธรรมเนียมตรวจลงตรา 500 บาท (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง), ค่าคำขออนุญาตทำงาน 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,800 บาท...รวม 1,900 บาท (กรมการจัดหางาน)
และ...ค่าธรรมเนียมการขอมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย 80 บาท (กรมการปกครอง)
สำหรับขั้นตอนจะเริ่มจากกรมการปกครองทำหน้าที่บันทึกข้อมูลลงระบบ เก็บอัตลักษณ์บุคคล...พิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายรูป จัดทำ...ปรับปรุงทะเบียนประวัติ เก็บค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่ลงชื่อในแบบ ทต.1 ในส่วนกรมการปกครอง ผลิตบัตรประจำตัว...“บัตรสีชมพู”...
จากนั้นกรมการจัดหางานตรวจเอกสาร พร้อมตรวจแบบ ทบ.1/ทต.1 พิจารณาอนุญาตทำงาน...เก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ลงชื่อในแบบ ทต.1 ในส่วนกรมการจัดหางาน ถัดมา...สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจลงตราวีซ่า เก็บค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่ลงชื่อในแบบ ทต.1 ในส่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ที่ต้องทำความเข้าใจ...ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็ไม่สามารถอยู่ต่อหรือทำงานต่อไปได้ แต่หากประสงค์จะทำงานต่อไปก็ต้องเดินทางกลับออกไปก่อนและกลับเข้ามาใหม่ตามระบบ MOU
“กระทรวงแรงงานได้ประสานงานกับประเทศต้นทางเพื่อให้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบ MOU สามารถรองรับความต้องการแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการได้อย่างเพียงพอ โดยปรับลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด คุ้มค่า”
อนุรักษ์ ย้ำว่า การดำเนินการข้างต้นสามารถทำได้ 2 กรณี คือ หนึ่ง...นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการเอง และ สอง...นายจ้างมอบอำนาจให้ผู้รับใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศดำเนินการ
“นายจ้าง” สามารถดำเนินการได้โดยยื่นคำร้องขอนำแรงงานต่างด้าวที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
ให้เข้าใจด้วยว่า...การนำเข้าตามระบบ MOU นั้น เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะทำให้แรงงานได้รับความคุ้มครองและดูแลเหมือนเช่นคนไทย...เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล
ที่สำคัญ...ถ้าแรงงานต่างด้าวไม่ได้ลงทะเบียนยังฝืนทำงานต่อไป ทั้ง “นายจ้าง” และ “แรงงานต่างด้าว” จะมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561
กล่าวคือ...นายจ้างรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000–100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน...หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000–200,000 บาท และห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี
ขณะที่ “คนต่างด้าว” ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร
ร่วมด้วยช่วยกันเดินหน้าเต็มระบบ “ตรวจสัญชาติ” แรงงานประเทศเพื่อนบ้านให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อต้าน “การค้ามนุษย์”...ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย.