
วาทกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก น่าจะใช้ไม่ได้สำหรับโลกยุคดิจิทัล บริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นยักษ์เสมอไป ธุรกิจเล็กๆแต่ทำรายได้มหาศาลก็มีมาแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ล้มดัง ก็มีมากต่อมาก ประเทศมหาอำนาจ ยังต้องตามง้อสร้างพันธมิตรกับประเทศด้อยพัฒนา นิทานเรื่องราชสีห์กับหนู เป็นอมตะ สัจธรรมของความจริง
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ภายใต้ความหวาดวิตก สงครามเศรษฐกิจ สหรัฐฯ-จีน ที่ใช้มาตรการทางภาษี เป็นเครื่องมือทำลายการค้าประเทศคู่แข่งที่สหรัฐฯอ้างว่า เพื่อลดการขาดดุลทางการค้า ไม่เฉพาะประเทศจีนที่ได้รับผลกระทบ ประเทศที่ส่งสินค้าไปยัง ประเทศจีน และสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบตามมาด้วย
ปรากฏว่า ประเทศสิงคโปร์ ตัดสินใจทำข้อตกลงการค้าการลงทุนร่วมกับ ประเทศจีน ผูกปิ่นโต เป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับจีนทันที ด้วยวิสัยทัศน์ของ สิงคโปร์ มองว่า จีน จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
ในทำนองเดียวกันประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง ญี่ปุ่น ก็ต้องวางยุทธศาสตร์โครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่เลี้ยงคนญี่ปุ่นอยู่ได้ก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ถูก จีนและเกาหลีใต้ ตีตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันนี้ ญี่ปุ่น จึงต้องสร้างประเทศที่เป็น เมืองเศรษฐกิจใหม่ของญี่ปุ่น ขึ้นมาในภูมิภาคนี้ก็เพื่อลดต้นทุนและเข้าสู่การแข่งขันในอนาคต เป็นที่ทราบกันดีว่า ญี่ปุ่น ได้เข้ามาใช้ กัมพูชา เป็นฐานการลงทุน พร้อมกับช่วย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรของกัมพูชา ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยให้สัญญากับรัฐบาลกัมพูชาว่า จะ ยกระดับความเป็นอยู่ของคนกัมพูชาให้อยู่ในระดับปานกลางในปี 2573 หรือประมาณ 12 ปีข้างหน้า
นี่คือสิ่งที่ชาวโลกเขาคิดและวางยุทธศาสตร์กัน
หันมาดูบ้านเรา ตั้งระเบียงเศรษฐกิจพิเศษก็ค้าน ตั้งโรงไฟฟ้าก็ค้าน สร้างรถไฟความเร็วสูงก็ค้าน มาเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าจะเอานายกฯคนนอก ไม่เอานายกฯคนนอก พรรคนั้นจะได้เปรียบ พรรคนี้จะเสียเปรียบ
ห่วงแต่ตัวเอง
เพราะฉะนั้น การคิดช้าทำช้า ก็เท่ากับการฆ่าตัวเองทีละน้อย ยิ่งคิดลบ ก็ยิ่งพาตัวเองเข้าสู่หลักประหาร ประชาธิปไตยกินไม่ได้ ก็จริงอยู่แต่ไม่ใช่เป็นเพราะ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่เพราะ ผู้เล่นไม่เคารพกติกาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาชนด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์
อ้าปากก็จะแก้ปัญหาความยากจนแก้ปัญหาปากท้อง เอาเข้าจริง ทะเลาะจิกตีกันเป็นไก่ในเข่ง เสพความขัดแย้งจนติด ประชาชนไม่เคยมาก่อน เป็นแค่ตัวประกัน
สวนดุสิตโพลสำรวจเรื่องผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมือง ระบุว่าชาวบ้านส่วนใหญ่สนใจผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีความหลากหลายขึ้น ประเด็นการย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจเลือก ส.ส.หน้าใหม่หรือหน้าเดิมๆถึงร้อยละ 67 จะเลือก ส.ส.หน้าใหม่ร้อยละ 22.91 และจะเลือก ส.ส.หน้าเดิมร้อยละ 9.69 ยังไม่แน่ใจจะเลือกพรรคไหนร้อยละ 72.28 จะเลือกพรรคใหม่ร้อยละ 17.44 และจะเลือกพรรคเดิมที่ร้อยละ 10.28 สำนึกกันหรือยัง.
หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th