
ดอกไม้เหล็ก “อุษณีย์”แม่ทัพใหญ่การบินไทย
“อุษณีย์ แสงสิงแก้ว” แม่ทัพหญิงคนเดียวในธุรกิจการบินของโลก เผยกลยุทธ์ปั้นบริษัทลูกการบินไทย ให้มีกำไรเติบโตปีละ 10% เพื่อให้บริษัทเติบโตแบบยั่งยืน มั่นใจปีนี้ไทยสามารถปลดล็อกธงแดงได้สำเร็จ เพื่อให้ได้สิทธิไปต่ออย่างก้าวกระโดด ลุยปรับเพิ่มเที่ยวบินหลายเส้นทาง ยืนยันไม่เพิ่มทุน “นกแอร์” ขอดูแลแบบห่างๆ แต่ก็ยังเป็นห่วง
นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือดีดี เปิดเผยว่า จากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการ ดีดี การบินไทย เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา การบินไทยผ่านช่วงแผนฟื้นฟูและกำลังก้าวไปสู่การดำเนินการตามแผนแบบยั่งยืน ตนมีเป้าหมายที่จะทำให้การบินไทยมีกำไรจากการดำเนินการในหน่วยธุรกิจย่อย 5 บริษัท คือ ครัวการบิน, ฝ่ายการสินค้าและไปรษณียภัณฑ์, ฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น, ฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น และฝ่ายช่าง ให้เติบโต และมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกปีละ 10% จากที่ก่อนหน้านี้ จะเน้นรายได้จากการขายตั๋วโดยสาร 80-90% เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการขายตั๋วผ่านเว็บไซต์ให้มากขึ้น และมีเป้าหมายให้ขยายการขายตั๋วผ่านช่องทางนี้จาก 5% เป็น 20% เพื่อเพิ่มรายได้ คาดว่าจากปัจจัยต่างๆจะทำให้รายได้ในภาพรวม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 158,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นอีก 10% ทันที
สำหรับการที่องค์การการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ (ICAO) เข้ามาตรวจสอบ ICVM (ICAO Coordinated Validation Mission) เพื่อนำไปสู่การขอปลดล็อกธงแดงประเทศไทย และมีการคาดหมายว่าจะสามารถปลดล็อกธงแดงในปลายปีนี้ มองว่า หากปลดล็อกธงแดงได้ การบินไทยจะเริ่มกลับมาลุยเปิดเส้นทางบินเก่าๆที่เคยทำการบิน กลับมาเปิดการบินใหม่ได้ และเพิ่มเที่ยวบินเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้บริการ โดยเฉพาะเส้นทางสู่เมืองซัปโปโร และโอซากา ของญี่ปุ่น ที่ความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยมีสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเส้นทางบินยุโรป เช่น กรุงเทพฯ-เวียนนา, กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์, กรุงเทพฯ-ไอซ์แลนด์, กรุงเทพฯ-ปูซาน ของเกาหลีใต้
“เส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-อเมริกา ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งกลยุทธ์การบินต่อไปนี้ หากเส้นทางบินใดมีศักยภาพ แต่หากการบินไทยไม่บินตรง ก็จะเข้าไปทำการบินร่วมกับสายการบินพันธมิตรอื่นๆ หรือโค้ดแชร์ เพื่อเพิ่มช่องทางการเดินทางให้กับผู้โดยสาร และการบินไทยก็ไม่เสียโอกาสในการทำธุรกิจด้วย”
นางอุษณีย์กล่าวว่า แผนการดำเนินการในการเข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์แบบเฉพาะเจาะจง ล่าสุด การบินไทยถือหุ้นในสายการบินนกแอร์เหลือเพียง 19% เท่านั้น และจากที่ได้มีการตรวจสอบรายละเอียดความชัดเจนการดำเนินงาน รวมถึงแผนการดำเนินงานที่นกแอร์จะทำต่อไป พบว่าแผนกลยุทธ์นกแอร์ไม่มีความชัดเจนที่จะทำให้การบินไทยรู้สึกได้ว่า หากลงเงินเพิ่มทุนไปแล้ว จะได้อะไรกลับมาในทางธุรกิจ
ดังนั้น จึงมีความชัดเจนว่า การบินไทยจะไม่เข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ แต่ในส่วนของความช่วยเหลือในฐานะที่การบินไทยเป็นคนร่วมจัดตั้งสายการบินขึ้นมา ก็จะยังให้ความช่วยเหลือตามเดิม แต่การทำธุรกิจในปัจจุบันของสายการบินในตลาดโลกเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก็สามารถเข้ามาร่วมโค้ดแชร์ร่วมกันได้ เพราะธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจเสรีทางการบิน เที่ยวบิน เส้นทางบิน สามารถเจรจาเพิ่มขึ้น หรือลดได้ตามภาวะตลาด ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใครที่ได้เส้นทางบิน คนอื่นก็จะไม่สามารถเข้าทำธุรกิจในเส้นทางบินนั้นๆได้
“ก่อนหน้านี้การบินไทยถือหุ้นในสายการบินนกแอร์ 39% ถึงแม้ว่าจะมีคนการบินไทยเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) นกแอร์ ก็ใช่ว่าการบินไทยจะสามารถมีปากมีเสียงทำอะไรได้ ดังนั้น การเข้าไปเพิ่มทุนหรือไม่เพิ่มก็มีค่าเท่ากัน เพราะรูปแบบการทำงานสมัยนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน”
ขณะเดียวกัน การบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์ ที่การบินไทยถือหุ้น 100% และไทยสมายล์ก็เป็นสายการบินที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการบินไทยโดยตรง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เที่ยวบินไปยังเส้นทางบินที่การบินไทยไม่ทำการบิน ซึ่งการให้บริการผู้โดยสาร การดูแลผู้โดยสาร ทุกๆอย่างเปรียบเสมือนได้รับการบริการจากการบินไทย 100% จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ ชัดเจนว่า การบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์เป็นสายการบินรองรับแทน ดังนั้นกลยุทธ์ต่างๆที่การบินไทยจะลงทุนหรือเข้าไปช่วย ก็ต้องช่วยไทยสมายล์เป็นหลักก่อนสายการบินอื่นๆอย่างแน่นอน.