
ดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นกว่า 1,500 จุด และตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อภาวะถ่วงดุลอำนาจในสภาคองเกรส
กระแส Blue Wave หรือคลื่นชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เขย่าตลาดการเงินโลก แม้ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศครบทุกพื้นที่ แต่แนวโน้มคะแนนที่ออกมาเริ่มส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจทางการเมืองสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะมีบทบาทมากขึ้นในการถ่วงดุลอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของวาระ
ตลาดการเงินตอบรับกระแสดังกล่าวอย่างร้อนแรง โดยดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นกว่า 1,500 จุด หรือ 3% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ด้านราคาทองคำโลกทะยานกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตามภายใต้ภาพรวมตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกลับเกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จากผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 6% สวนทางกับหุ้นผู้ประกอบการ Data Center ที่ร่วงลงหนักถึง 23% ท่ามกลางความกังวลว่าพรรคเดโมแครตอาจผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของพรรครีพับลิกัน หลังพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะในหลายพื้นที่ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงรัฐสำคัญอย่างเท็กซัสและจอร์เจีย สะท้อนความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อรัฐบาลทรัมป์
แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้การผลักดันนโยบายของรัฐบาลเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่ในมุมมองของตลาดทุนกลับถูกตีความว่าเป็นปัจจัยบวก
เหตุผลสำคัญ คือ การเข้าสู่ภาวะ Political Gridlock หรือสถานการณ์ที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจทางการเมืองแตกต่างกัน ทำให้การผลักดันนโยบายขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการลดภาษี การเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ และมาตรการเศรษฐกิจใหม่ ๆ ต้องผ่านการเจรจาและตรวจสอบมากขึ้น
นักลงทุนมองว่าการถ่วงดุลอำนาจอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างรวดเร็วและทำให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินทิศทางเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น
Terry Sandven หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านหุ้นของ U.S. Bank Wealth Management ระบุว่า ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอน ขณะที่การเกิดภาวะถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองมักเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อตลาดหุ้น
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการปิดตลาด Wall Street เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งดัชนีหุ้นหลักทั้งสามปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
Dow Jones ระดับปิดตลาด 53,356.12 จุด (+3.0%)
S&P 500 ระดับปิดตลาด 7,688.62 จุด (+1.6%)
Nasdaq Composite ระดับปิดตลาด 25,736.51 จุด (+1.4%)
โดย Dow Jones เพิ่มขึ้นถึง 1,569.40 จุด ขณะที่หุ้นในดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 9 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรม นำโดยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่เพิ่มขึ้น 4.3% สวนทางกับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ลดลง 4.8%
ไม่เพียงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้นที่ตอบรับผลการเลือกตั้งเชิงบวก แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกัน โดยดัชนี MSCI All-World ซึ่งติดตามหุ้นทั่วโลก เพิ่มขึ้น 1.38% ขณะที่ดัชนี STOXX 600 ของยุโรป พุ่งขึ้น 1.82% แตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือน
ขณะเดียวที่ราคาทองคำ Spot ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.49% มาอยู่ที่ 4,065.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ก่อนขยับขึ้นต่อเนื่องทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ ส่วนโลหะมีค่าอื่น ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยราคาเงิน (Silver) เพิ่มขึ้น 2.1% สู่ระดับ 53.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาแพลทินัมเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 1,525.78 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาทองคำมาจากการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลังชัยชนะของเดโมแครตเพิ่มโอกาสที่แผนลดภาษีและเพิ่มรายจ่ายภาครัฐของทรัมป์จะถูกจำกัดมากขึ้น
ความคาดหวังดังกล่าวทำให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลงประมาณ 6.62 Basis Points มาอยู่ที่ 4.88% ขณะที่ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง 0.23% ในการซื้อขายวันที่ 4 พฤศจิกายน
ด้านการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยลดลง ขณะที่เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าทำให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก ANZ เตือนว่า การขยายตัวของหนี้ภาครัฐสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำตลอดปีที่ผ่านมา ดังนั้น หากสมดุลอำนาจทางการเมืองใหม่ทำให้การกู้ยืมและการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลง ก็อาจลดแรงสนับสนุนราคาทองคำบางส่วนในระยะยาวได้เช่นกัน
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่หุ้นกลุ่ม AI กลับเคลื่อนไหวแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง กับผู้ประกอบการ Data Center ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อขยายธุรกิจ
หุ้น Microsoft เพิ่มขึ้น 6.7% Amazon เพิ่มขึ้น 6.1% Alphabet บริษัทแม่ Google เพิ่มขึ้น 3.2% และ Meta Platforms เพิ่มขึ้น 1.4% สวนทางกับหุ้นผู้ประกอบการ Data Center ที่เผชิญแรงขายอย่างหนัก โดย Hut 8 ร่วงลง 23% IREN ลดลง 11% Core Scientific ลดลง 10% และ Applied Digital ลดลง 6.7%
ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor ซึ่งติดตามหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ลดลง 3.1% แตะระดับต่ำสุดในรอบหกเดือน สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลว่า พรรคเดโมแครตอาจเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะการก่อสร้าง Data Center ซึ่งกำลังเผชิญกระแสต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นในหลายรัฐของสหรัฐฯ
ชัยชนะของเดโมแครตในรัฐเท็กซัสและจอร์เจียยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองรัฐเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะรัฐเท็กซัสที่คาดว่าจะรองรับกำลังการผลิตของ Data Center ใหม่ราว 25-30% ของสหรัฐฯ ตามการประเมินที่นักวิเคราะห์อ้างถึง
หากการก่อสร้าง Data Center ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ต้นทุนพลังงาน การใช้น้ำ หรือการอนุมัติโครงการใหม่ ก็อาจทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ชะลอตัวลง
สำหรับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่มี Data Center และกำลังประมวลผลอยู่แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยลดแรงกดดันในการเร่งลงทุนเพิ่มเติม และเพิ่มมูลค่าเชิงแข่งขันให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม แต่สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่ต้องกู้เงินหรือระดมทุนเพื่อสร้าง Data Center ใหม่ การชะลอตัวของโครงการอาจกระทบต่อรายได้ กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้
Scott Chronert หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของ Citi Research ระบุว่า หากความเร็วในการก่อสร้าง Data Center เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทซัพพลายเออร์จำนวนมาก
การเคลื่อนไหวของหุ้น AI หลังเลือกตั้งจึงสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังเริ่มแยกความแตกต่างระหว่างบริษัทที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจาก AI กับบริษัทที่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังส่งผลต่อหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีความอ่อนไหวต่อนโยบายรัฐบาล นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนคาดหวังว่าการกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสของพรรคเดโมแครตจะช่วยรักษามาตรการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยกองทุน Invesco Solar ETF เพิ่มขึ้นเกือบ 6%
สวนทางกับหุ้นกลุ่มพลังงานดั้งเดิมที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงเกือบ 9% มาปิดที่ 94.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม
ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นผลจากความคาดหวังว่าการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองสหรัฐฯ อาจช่วยเร่งความพยายามยุติสงครามกับอิหร่าน หลังทรัมป์ลดน้ำหนักความเป็นไปได้ในการกลับมาโจมตีทางทหารอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน
ขณะที่หุ้น Tesla ของ Elon Musk ลดลง 3.3% และ SpaceX ลดลง 3.9% หลัง Musk ใช้เงินเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐสนับสนุนผู้สมัครพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงความพยายามรักษาฐานเสียงในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งธุรกิจสำคัญของทั้งสองบริษัท
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่าง Northrop Grumman, RTX และ Lockheed Martin ต่างปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าแผนงบประมาณกลาโหมมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ของทรัมป์อาจเผชิญอุปสรรคมากขึ้นในการขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ภาพรวมตลาดการเงินหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สะท้อนว่า นักลงทุนกำลังตอบรับต่อความเป็นไปได้ที่นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์จะถูกถ่วงดุลมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความไม่แน่นอนด้านการคลังและนโยบายภาครัฐ
ในระยะสั้นภาพดังกล่าวเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นและพันธบัตร ขณะที่เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวลดลงช่วยหนุนราคาทองคำให้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง Blue Wave อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรม AI เพราะการขยาย Data Center ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญคำถามมากขึ้น ทั้งด้านต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชน และความคุ้มค่าของเงินลงทุนมหาศาล
โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังเพิ่มรายจ่ายลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ตลาดจึงอาจเริ่มให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุน มากกว่าการขยายกำลังประมวลผลเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามชัยชนะของพรรคเดโมแครตไม่ได้หมายความว่ากฎระเบียบ AI ใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทันที เพราะยังต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ และรัฐบาลทรัมป์ยังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารอยู่
หลังจากนี้นักลงทุนจึงต้องจับตาทั้งทิศทางนโยบายของสภาคองเกรส การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed และความคืบหน้าของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป
ที่มาข้อมูล AP , Reuters [1] [2] , Financial Times
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี" ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney