ปิดฉาก 7 ปี “คริสติน ลาการ์ด” ย้อนผลงานแม่ทัพ ผู้พายุโรปฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

Economics

Global Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ปิดฉาก 7 ปี “คริสติน ลาการ์ด” ย้อนผลงานแม่ทัพ ผู้พายุโรปฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

Date Time: 2 พ.ย. 2569 16:20 น.

Video

ผู้เปิดพื้นที่ให้กาแฟไทยจากดอยปางขอน เชียงราย เติบโตไกลในโลกอีคอมเมิร์ซ | BrandStory Exclusive EP.31

“Summary“

คริสติน ลาการ์ด จะลงจากตำแหน่งประธาน ECB ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2027 ก่อนกำหนดวาระเดิมประมาณ 9 เดือน

  • ตลอด 7 ปีในตำแหน่ง ลาการ์ดมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรับมือวิกฤตโควิด-19 และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
  • ลาการ์ดระบุว่าต้องการอิสระในการแสดงความเห็นต่อประเด็นการเมืองและสังคมโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำแหน่งประธาน ECB มีข้อจำกัดด้านความเป็นกลาง
  • การลาออกก่อนกำหนดเกิดขึ้นในช่วงที่ยุโรปกำลังเตรียมรับมือกับการเลือกตั้งสำคัญและต้องสรรหาผู้นำ ECB คนใหม่ท่ามกลางความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
  • รายชื่อผู้ที่ถูกจับตามองว่าจะมารับตำแหน่งต่อ ได้แก่ Klaas Knot อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ และ Pablo Hernández de Cos อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสเปน

Latest


หลังเข้ารับตำแหน่ง “ประธานธนาคารกลางยุโรป” หรือ European Central Bank (ECB) ในปี 2019 ตลอด 7 ปี คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป ตั้งแต่วิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตพลังงาน ไปจนถึงเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและบีบให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามเส้นทางของผู้หญิงที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธาน ECB คนแรกในประวัติศาสตร์ กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ECB ประกาศว่า ลาการ์ด จะลงจากตำแหน่งในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2027 ก่อนครบวาระ 8 ปี ซึ่งเดิมจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เกือบ 9 เดือน โดยการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อ ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงิน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปที่กำลังจะมาถึง

ลาการ์ด ระบุว่า เธอต้องการมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นและเข้าไปมีส่วนร่วมกับประเด็นระดับโลกที่อยู่นอกเหนือขอบเขตนโยบายการเงิน ซึ่งตำแหน่งประธาน ECB มีข้อผูกพันด้านความเป็นกลาง ทำให้ไม่สามารถแสดงความเห็นต่อประเด็นทางการเมืองและสังคมได้อย่างเต็มที่ 

การประกาศลาออกก่อนกำหนดของเธอ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสิ้นสุดบทบาทของประธาน ECB แต่กลับนำไปสู่การเปิดคำถามถึงทิศทางของสถาบันการเงินที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก และอนาคตของนโยบายการเงินยุโรปหลังจากนี้  

การประกาศลาออกก่อนกำหนดของเธอ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสิ้นสุดบทบาทของประธาน ECB แต่ยังเปิดคำถามถึงทิศทางของสถาบันการเงินที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก และอนาคตของนโยบายการเงินยุโรป

Thairath Money ชวนย้อนดูเส้นทางกว่า 7 ปีของ "คริสติน ลาการ์ด" ว่าเธอฝากผลงานและบทเรียนอะไรไว้ให้กับเศรษฐกิจยุโรป ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมจับตาว่าใครจะก้าวขึ้นมารับไม้ต่อ และจะพา ECB เดินไปในทิศทางใดต่อจากนี้

จากนักกฎหมายสู่ผู้หญิงที่กุมทิศทางเศรษฐกิจโลก

ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน ECB ในปี 2019 เส้นทางอาชีพของลาการ์ดแตกต่างจากผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วไป เพราะเธอไม่ได้เริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์หรือนักการเงิน แต่เติบโตมาจากสายกฎหมาย โดยเริ่มต้นอาชีพในฐานะทนายความด้านกฎหมายธุรกิจก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Baker McKenzie บริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ทั่วโลก

ต่อมาเข้าสู่แวดวงการเมืองฝรั่งเศส โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการค้า และรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังในรัฐบาลฝรั่งเศสช่วงปี 2007-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตการเงินครั้งใหญ่

ในปี 2011 เธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในช่วงที่ยุโรปกำลังเผชิญวิกฤตหนี้สาธารณะ และต้องมีบทบาทในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นประธาน ECB ในปี 2019 ต่อจาก Mario Draghi กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสถาบันการเงินระดับโลกทั้ง IMF และ ECB ทำให้ลาการ์ดกลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยได้รับการจัดอันดับเป็นผู้หญิงทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของโลกจาก Forbes ในปี 2019 และ 2020 โดยสิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างจากผู้นำธนาคารกลางสายเทคนิค คือ พื้นฐานด้านกฎหมาย การเมือง และการทูตระหว่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประสานความเห็นของประเทศสมาชิกยูโรโซนที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน

Legacy แห่งวิกฤต

1. COVID-19 : พยุงเศรษฐกิจยุโรปไม่ให้ทรุดหนัก

หนึ่งในบททดสอบแรกและใหญ่ที่สุดของลาการ์ด คือ การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปี 2020 ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ธุรกิจจำนวนมากขาดรายได้ ขณะที่ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง

ECB ภายใต้การนำของเธอออกมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) โครงการซื้อพันธบัตรฉุกเฉินเพื่อรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน โดยมีวงเงินสูงสุดถึง 1.85 ล้านล้านยูโร

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดพันธบัตร และช่วยให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังประเทศสมาชิกยูโรโซนดำเนินต่อไปได้ในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ตาม ช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งก็มีจุดสะดุด เมื่อลาการ์ดกล่าวในเดือนมีนาคม 2020 ว่า “ECB ไม่ได้มีหน้าที่ลดส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศสมาชิก (Bond Spreads)” ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลและเกิดแรงเทขายพันธบัตรอิตาลี ก่อนที่เธอจะต้องชี้แจงและปรับการสื่อสารในเวลาต่อมา

2. สงครามเงินเฟ้อ : จากการอัดฉีดสภาพคล่องสู่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่

หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจาก COVID-19 ยุโรปกลับต้องเผชิญวิกฤตใหม่จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ซึ่งกระทบต่อราคาพลังงาน อาหาร และห่วงโซ่อุปทาน จนผลักดันเงินเฟ้อในยูโรโซนให้พุ่งสูง

ในเวลานั้น ECB จึงต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินจากการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำและมาตรการซื้อสินทรัพย์ ไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อสกัดแรงกดดันด้านราคา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของลาการ์ด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยช่วยควบคุมเงินเฟ้อ แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน และอาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ECB ถูกวิจารณ์ในช่วงแรกว่าประเมินความเสี่ยงเงินเฟ้อต่ำเกินไป ก่อนจะต้องเร่งปรับนโยบายในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายตลอดช่วงดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ในช่วงปลายปี 2024 แม้ความเสี่ยงจากราคาพลังงานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นโจทย์สำคัญของยุโรป

3. วางรากฐานอนาคต : เงินยูโรดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานการเงินใหม่

นอกเหนือจากการรับมือวิกฤตระยะสั้น ลาการ์ดยังผลักดันให้ ECB เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ Digital Euro หรือเงินยูโรดิจิทัล ซึ่งเป็นความพยายามพัฒนารูปแบบเงินของธนาคารกลางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานผ่านช่องทางดิจิทัลได้

โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การรักษาบทบาทของเงินธนาคารกลางในเศรษฐกิจที่การชำระเงินกำลังเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงลดการพึ่งพาระบบการชำระเงินจากผู้ให้บริการต่างชาติ ขณะเดียวกัน ECB ยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงินและการใช้เงินธนาคารกลางในธุรกรรมสินทรัพย์ที่อยู่บนเทคโนโลยี Tokenisation

อีกด้านหนึ่ง ลาการ์ดพยายามผลักดันให้ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อเงินเฟ้อ เสถียรภาพทางการเงิน และระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

แม้บางโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและยังไม่สามารถวัดผลสำเร็จได้ทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเธอไม่ได้มองบทบาท ECB จำกัดอยู่เพียงการกำหนดอัตราดอกเบี้ย แต่ยังต้องเตรียมโครงสร้างทางการเงินให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่

ใครจะรับไม้ต่อ? เมื่อ ECB กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

การลงจากตำแหน่งก่อนกำหนดของลาการ์ดไม่ได้ทำให้เกิดเพียงการเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางยุโรป แต่ยังทำให้กระบวนการคัดเลือก “ประธาน ECB คนใหม่” กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเดือนเมษายน 2027

การที่ลาการ์ดมีกำหนดลงจากตำแหน่งในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2027 เปิดโอกาสให้ผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ชุดปัจจุบันสามารถคัดเลือกผู้สืบทอดได้ก่อนการเลือกตั้งฝรั่งเศส โดยผลสำรวจความคิดเห็นในช่วงเวลานี้สะท้อนว่า Marine Le Pen ผู้สมัครจากพรรคขวาจัด National Rally มีคะแนนนิยมอยู่ในระดับสูง

จังหวะเวลาดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะประธานาธิบดีฝรั่งเศส แอมานุแอล มาครง (Emmanuel Macron) เป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทในการคัดเลือกประธาน ECB คนใหม่ ขณะที่ทิศทางการเมืองฝรั่งเศสอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับ EU รวมถึงแนวทางการบริหารเศรษฐกิจและการคลังของภูมิภาค

โดยก่อนหน้านี้ Le Pen เคยแสดงความต้องการหารือถึงบทบาทของ ECB และระบุว่า หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี จะผลักดันให้ธนาคารกลางเข้ามาแทรกแซงเพื่อลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ตลาดจับตาความสัมพันธ์

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบว่า EU จะสามารถรักษาหลักการที่ว่า ECB ต้องกำหนดนโยบายการเงินอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลและการเมืองระดับประเทศได้มากน้อยเพียงใด

สองชื่อที่ถูกจับตา และการเปลี่ยนผ่านเก้าอี้สำคัญใน ECB

สำหรับรายชื่อผู้ที่ถูกจับตามองว่าจะเข้ามารับตำแหน่งต่อลาการ์ด ได้แก่ Klaas Knot อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ และ Pablo Hernández de Cos อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสเปน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ Bank for International Settlements (BIS)

ทั้งสองเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางที่มีประสบการณ์ด้านนโยบายการเงินและเป็นที่รู้จักในแวดวงการเงินระหว่างประเทศ โดยนักวิเคราะห์มองว่าคุณสมบัติและประสบการณ์ของผู้สมัครทั้งสองช่วยลดความกังวลของตลาดต่อการเปลี่ยนผ่านผู้นำ ECB

อย่างไรก็ตาม การสรรหาครั้งนี้ยังมีความซับซ้อนมากกว่าการเลือกประธานเพียงตำแหน่งเดียว เพราะ ECB กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านบุคลากรระดับสูงหลายตำแหน่งในเวลาใกล้เคียงกัน

ทั้ง Isabel Schnabel สมาชิกคณะกรรมการบริหาร (Executive Board) ที่จะพ้นจากตำแหน่งในช่วงต้นเดือนมกราคม 2027 และ Philip Lane หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดวาระในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน

กล่าวคือ EU ต้องบริหารการจัดวางตำแหน่งผู้นำหลายส่วนของ ECB ไปพร้อมกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ต้นทุนการกู้ยืม และความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ

สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงรายชื่อประธานคนใหม่ แต่รวมถึงกระบวนการแต่งตั้งที่โปร่งใส เป็นระบบ และรักษาความเป็นอิสระของ ECB เพื่อให้สถาบันยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดการเงินโลก ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อก็ตาม

มรดกของ Christine Lagarde และโจทย์เศรษฐกิจยุโรปหลังจากนี้

ทั้งนี้ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา แม้ผลงานของลาการ์ดจะมีทั้งความสำเร็จและข้อถกเถียง แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เธอเป็นผู้นำที่ต้องพา ECB ผ่านวิกฤตหลายระลอก ซึ่งแต่ละครั้งต้องการเครื่องมือและการตัดสินใจที่แตกต่างกัน

จากการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงโรคระบาดสู่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และการวางรากฐานระบบการเงินดิจิทัล ทั้งหมดสะท้อนบทบาทของธนาคารกลางที่ต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตามความท้าทายของ ECB ยังไม่สิ้นสุด ยุโรปยังต้องรับมือกับการเติบโตที่เปราะบาง ความเสี่ยงด้านพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการเงินกับมหาอำนาจเศรษฐกิจอื่น ผู้นำคนใหม่ต้องเผชิญกับภารกิจรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ การสนับสนุนเศรษฐกิจ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของยุโรปให้ได้ในเวลาเดียวกัน 

เพราะท้ายที่สุด Legacy ของผู้นำธนาคารกลางไม่ได้วัดจากระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ว่าเธอได้วางรากฐานอะไรไว้ให้สถาบัน และทำให้ระบบเศรษฐกิจพร้อมรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปมากน้อยเพียงใด



ที่มาข้อมูล ECB , Bloomberg , Reuters  

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ