ถอดรหัสเวที GTEF มาเก๊า 2026 “จีน” พลิกเกมท่องเที่ยวโลก สร้างโอกาสเศรษฐกิจเชื่อม 9 เมืองสำคัญ

Economics

Global Economics

ชญานิษฐ์ โชติกาญจนวัฒน์ (โฟม)

ชญานิษฐ์ โชติกาญจนวัฒน์ (โฟม)

Tag

ถอดรหัสเวที GTEF มาเก๊า 2026 “จีน” พลิกเกมท่องเที่ยวโลก สร้างโอกาสเศรษฐกิจเชื่อม 9 เมืองสำคัญ

Date Time: 26 ต.ค. 2569 19:54 น.

Video

เนเน่ไม่ได้เก่งในวันเดียว แต่แค่ 10 วัน ขึ้นแท่น พรีเซนเตอร์ 10 แบรนด์รวด | BrandStory EP.64

“Summary“

GTEF 2026 ชี้ท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนผ่านสู่การเน้นมูลค่าและประสบการณ์ จีนรุกฟรีวีซ่าผสาน GBA ไทยต้องเร่งสบโอกาสจับมือเป็นพันธมิตรเชื่อมเส้นทาง ดึงกลุ่มกำลังซื้อสูงสร้างรายได้ยั่งยืน


การประชุมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระดับโลก Global Tourism Economy Forum (GTEF) ครั้งที่ 12 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ภายใต้ธีม “Crisis-Resilience-Evolution” ไม่ใช่แค่การจัดฟอรัมพบปะประจำปี แต่คือหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุคที่เคยวัดความสำเร็จด้วย “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การวัดผลด้วย “มูลค่าทางเศรษฐกิจและการเติบโต” อย่างมีคุณภาพ

แกนนำสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ยังคงหนีไม่พ้นประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีมาเก๊าเป็นสปริงบอร์ดเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลก ขณะที่ รัฐบาลปักกิ่งเดินหน้าใช้นโยบายเชิงรุกอย่างเข้มข้น ทั้งการขยายมาตรการยกเว้นวีซ่า ครอบคลุมถึง 50 ประเทศ และฟรีวีซ่าต่อเครื่อง 240 ชั่วโมง (240-hour Visa-Free Transit) 

เพื่ออนุญาตให้พลเมืองจากประเทศที่กำหนด สามารถเปลี่ยนเครื่องและพำนักอยู่ในประเทศจีนได้นานสูงสุด 240 ชั่วโมง (หรือ 10 วัน) โดยไม่ต้องขอวีซ่า ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศหรือภูมิภาคที่สาม ควบคู่ไปกับการปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้างอย่างระบบชำระเงินดิจิทัลสำหรับชาวต่างชาติ 

ทว่าหัวใจของมิติทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจกว่านั้น คือการปรับนิยามของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคการท่องเที่ยว โดยจีนไม่ได้มองเพียงการระดมทุนเพื่อสร้างโรงแรมหรือสถานบันเทิง แต่กำลังวางนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ร่วมทำการตลาดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อผูกผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

กลยุทธ์ดังกล่าวยังผสานเข้ากับพลังของโครงข่าย Greater Bay Area (GBA) ที่เชื่อม 9 เมืองเศรษฐกิจในมณฑลกวางตุ้งเข้ากับฮ่องกงและมาเก๊า 

โฮ เห่าหว่า (HO Hau Wah) รองประธานคณะกรรมการแห่งชาติสภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน และประธานการประชุม Global Tourism Economy Forum เน้นย้ำถึงพัฒนาการครั้งสำคัญของการประชุมในปีนี้ว่า ปีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาการประชุม GTEF 

หลังจากที่การประชุม Global Tourism Economy Forum (GTEF) ครั้งที่ 11 จัดขึ้นที่เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน  15 – 17 ธันวาคม 2568  ประสบความสำเร็จอย่างมาก 

และเพื่อเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิกฤต- ความยืดหยุ่น-วิวัฒนาการ ร่วมสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเพื่ออนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ในฐานะเวทีระดับนานาชาติที่มีรากฐานสำคัญอยู่ในมาเก๊า GTEF มุ่งประสานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโดยรวมของเขตบริหารพิเศษมาเก๊าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่การกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจของมาเก๊า

แพนซี โฮ รองประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีนและรองประธานและเลขาธิการฟอรัมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโลก (Global Tourism Economy Forum: GTEF) กล่าวว่า การท่องเที่ยวในยุคใหม่ต้องก้าวข้ามการขายบริการแบบแยกส่วน ไปสู่การส่งมอบ "การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์" ที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีและ AI มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการอำนวยความสะดวก แต่คงเสน่ห์และเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ไว้ เพื่อสร้างแรงดึงดูดที่ยั่งยืนและสร้างการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การปรับตัวของผู้ให้บริการในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุคใหม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการไม่สามารถทำหน้าที่เพียงแค่การเปิดให้เช่าห้องพักหรือขับรถรับส่งแบบเดี่ยวๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับตนเองสู่การเป็นผู้ให้บริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร เช่น คนขับรถที่สามารถเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น และมิติทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้อมูลพื้นฐานของ AI ไม่สามารถทดแทนได้ 

เช่นเดียวกับภาคธุรกิจค้าปลีกเชิงประสบการณ์ที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาคุณค่าที่แท้จริง งานศิลปะ และเรื่องราวเบื้องหลังงานออกแบบ มากกว่าแค่การซื้อสินค้าตามกระแส หรือ สินค้า Limited Edition ซึ่งแนวคิดเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในอนาคต

จีนเตรียมขยายมาตรการยกเว้นวีซ่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น

นโยบายวีซ่าของจีนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยจีนเริ่มทดลองใช้นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวในปี 2566 และขยายมาตรการดังกล่าวให้ครอบคลุมผู้เดินทางจาก 50 ประเทศแล้ว โดยผู้ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขสามารถพำนักในจีนได้นานสูงสุด 30 วัน เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ การเยี่ยมเยียนครอบครัว การแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ หรือการเดินทางผ่าน 

นอกจากนี้ จีนยังขยายมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับการเดินทางผ่านประเทศเป็นเวลา 240 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความสะดวกและความยืดหยุ่นให้แก่นักเดินทางต่างชาติ โดยมีประเทศที่ได้รับสิทธิเพิ่มเติมจากหลายภูมิภาค ทั้งยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ซึ่งมาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความตั้งใจของจีนในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมบทบาทของมาเก๊าในฐานะประตูเชื่อมโยงจีนกับตลาดต่างประเทศอีกด้วย

ก้าวต่อไปของมาเก๊าคืออะไร?

แพนซี โฮ ไม่ได้มองว่าความสำเร็จของมาเก๊าเป็นสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปโดยไม่ต้องพยายาม เธอเชื่อว่ามาเก๊าต้องเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาตำแหน่งในตลาดการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหมายถึงการลงทุนในด้านวัฒนธรรม การบริการ เทคโนโลยี และการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ 

ขณะเดียวกันสิ่งสำคัญคือการไม่ลืมว่านักเดินทางไม่ได้มองหาเพียงความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังต้องการประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกและความประทับใจอีกด้วย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะคู่ค้ายุทธศาสตร์สำคัญของจีน ความเคลื่อนไหวจากเวที GTEF กำลังเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โมเดลการผนึกกำลังระดับภูมิภาคของจีน สะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ควรมองการท่องเที่ยวเป็นเกมที่ต้องแข่งขันชิงนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถยกระดับเป็น “พันธมิตร” ที่มีจุดหมายปลายทางร่วม 

โดยต่อยอดจากข้อตกลงฟรีวีซ่า และการเชื่อมโยงระบบรางผ่านเส้นทางรถไฟ Belt and Road Initiative (BRI) หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน มีเป้าหมายหลักในการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางบกและทางรถไฟจากประเทศจีนไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง ไปจนถึงทวีปยุโรป 

เพื่อออกแบบแพ็กเกจการเดินทางระยะยาวแบบข้ามพรมแดน ดึงดูดนักเดินทางกลุ่มกำลังซื้อสูงจากยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกา ให้เดินทางเยือนกลุ่มเมือง GBA ต่อเนื่องมายังประเทศไทย

นอกจากนี้ การที่จีนเปิดกว้างรับการลงทุนร่วมเชิงทวิภาคี ยังเป็นโอกาสทองของกลุ่มทุนโรงแรม การบริการ และ Wellness ชั้นนำของไทย ที่จะเข้าไปร่วมลงทุนหรือขยายแบรนด์ในตลาดจีน เพื่อรองรับความต้องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพที่กำลังเติบโต

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องเร่งปรับตัวตามทิศทางโลก ด้วยการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่ม Mass มาสู่การสร้าง Value-driven Tourism ยกระดับทักษะแรงงานภาคบริการให้กลายเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ AI ไม่อาจเลียนแบบได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนตัวเลขการเดินทางให้กลายเป็นรายได้ที่หมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม Digital Transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation   

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney