
สถานการณ์ความไม่สงบในฝรั่งเศสยังคงยืดเยื้อ จนทั่วโลกหันมาจับตาแรงกดดันทางการคลังที่ประเทศกำลังเผชิญ ในฐานะประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการใหญ่ที่สุดของยุโรป จากจุดเริ่มต้นการประท้วงปัญหาในโรงเรียน มาสู่การชุมนุมทั่วประเทศเรียกร้องเรื่องค่าครองชีพที่สูงเกินไป และบริการสาธารณะที่ไม่เพียงพอ
เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อมีการทำลายสถานที่สำคัญ วางเพลิง บุกห้างร้าน ปล้นทรัพย์ และมีการปะทะกันจนมีคนบาดเจ็บ และถูกจับกุม แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มสงบมากขึ้น แต่ยังมีความกังวลถึงเรื่องเศรษฐกิจของประเทศยังตามมาไม่หยุด
การประท้วงครั้งนี้ เปิดเผยให้เห็นปัญหาเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกกว่าความไม่พอใจของประชาชน นั่นคือ ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความยากลำบากในการรักษาสมดุลระหว่างระบบรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่และภาระรายจ่ายภาครัฐ กับปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง ต้นทุนการชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า
ด้านนักลงทุนก็กังวลหนักเกี่ยวกับแนวโน้มการคลังของประเทศมากขึ้น หลังต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลฝรั่งเศสพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมมีประเมินออกมาว่า หากการประท้วงและความไม่สงบยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการประหยัดงบประมาณตามแผนที่วางไว้ได้ยากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะฝรั่งเศสเท่านั้น เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับงบประมาณฉบับใหม่ และการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึงในปี 2027 ต่างสร้างความกังวลต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของฝรั่งเศส รวมถึงความเสี่ยงที่อาจลุกลามไปยังเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนในวงกว้าง
ปัญหาเศรษฐกิจของฝรั่งเศสหยั่งรากลึกมาแล้วยาวนาน นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 วิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงหลัง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ รายจ่ายของรัฐบาลฝรั่งเศสยังคงสูงกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้อย่างมีนัยสำคัญ
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล การศึกษา และบริการสาธารณะอื่น ๆ โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากรายได้ภาษีและเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม (Social Contributions) เป็นหลัก
ระบบนี้ช่วยสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประชาชน ให้ครัวเรือนมีความคุ้มครองรองรับความเสี่ยงในชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระรายจ่ายจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นเป็นประจำและต่อเนื่อง
เมื่อรัฐใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ ก็จำเป็นต้องกู้เงินมาเติมส่วนที่ขาด และหากเกิดการขาดดุลงบประมาณซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนี้สาธารณะที่สะสมอยู่ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังมาพร้อมกับภาระเงินต้นและดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องชำระในอนาคต
แม้ฝรั่งเศสจะสามารถลดการขาดดุลงบประมาณจาก 5.8% ของ GDP ในปี 2024 ลงมาอยู่ที่ 5.1% ในปี 2025 ได้ แต่หนี้สาธารณะกลับยังคงเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากสถาบันสถิติและเศรษฐศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะสะสมสูงถึง 3.46 ล้านล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้นแตะระดับ 115.6% ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 118.1% ในปี 2026
พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสในปี 2026 ลงมาเหลือเพียง 0.5% ขณะที่การขาดดุลงบประมาณคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.4% ของ GDP
ด้านองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา เศรษฐกิจฝรั่งเศสเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 1.4% นั่นเท่ากับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างต่ำทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลไม่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การลดการขาดดุลงบประมาณเป็นเรื่องยาก หากไม่เลือกใช้มาตรการขึ้นภาษีหรือปรับลดรายจ่ายภาครัฐ
ปัจจุบัน รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังอยู่ในช่วงพยายามฟื้นฟูวินัยทางการคลัง โดยต้องระมัดระวังไม่ให้มาตรการที่นำมาใช้ยิ่งซ้ำเติมการบริโภค การลงทุน และความเชื่อมั่นของประชาชน แต่เรื่องนี้กำลังเกิดได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น บวกกับแรงต่อต้านทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมรายจ่ายของรัฐบาลก็ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน
เริ่มจาก “ระบบบำนาญ” ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุดของฝรั่งเศส เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับทั้งฐานะการคลังของประเทศ โครงสร้างประชากร และความคาดหวังของประชาชนต่อระบบสวัสดิการ
ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ขณะที่ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น หมายความว่ารัฐบาลและระบบบำนาญจำเป็นต้องจ่ายเงินให้กับผู้เกษียณอายุเป็นระยะเวลานานกว่าเดิม ในทางกลับกัน จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นผู้จ่ายภาษีและเงินสมทบเพื่อสนับสนุนระบบบำนาญ อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับจำนวนผู้เกษียณอายุ
ในมุมมองทางการคลัง ปัญหาคือเมื่อระบบบำนาญต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลเหลือพื้นที่ในการจัดสรรงบประมาณไปยังส่วนอื่น ๆ น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน หรือการป้องกันประเทศ ล้วนต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุน ขณะที่รัฐบาลยังต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมด้วย
ถัดมาคือ “ระบบการศึกษา” ที่จุดชนวนให้เด็กในประเทศออกมาเรียกร้อง ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ทั้งห้องเรียนที่มีนักเรียนแออัด ขาดแคลนครู และอาคารเรียนที่จำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม หรือไม่มีอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมในการรับมือกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น
ด้วยคุณภาพบริการสาธารณะที่กำลังย่ำแย่ลง แม้ว่าครัวเรือนจะจ่ายภาษีในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จนการประท้วงได้ขยายวงออกไปนอกภาคการศึกษา ครอบคลุมทั้ง “ปัญหาค่าครองชีพ” และความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล
ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีอัตราภาษีที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการหารายได้เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบัน ฝรั่งเศสมีอัตราภาษีสำคัญ ได้แก่
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังมาเคราะห์ซ้ำจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ความเสี่ยงด้าน “ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น” สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และเรื่องความมั่นคงในวงกว้าง ทำให้รัฐบาลยุโรปต้องกลับมาประเมินความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ
ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้หลายด้าน สำหรับครัวเรือน ราคาพลังงานที่แพงขึ้นอาจทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง สำหรับภาคธุรกิจ ต้นทุนการผลิตและการขนส่งอาจเพิ่มสูงขึ้น และยังอาจสร้างแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
และหากรัฐบาลเลือกใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม ก็เสี่ยงทำให้รายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอีก แต่หากรัฐบาลเลือกยกเลิกมาตรการช่วยเหลือหรือปรับขึ้นภาษี ก็อาจทำให้ครัวเรือนมีเงินเหลือสำหรับการใช้จ่ายลดลง
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “พรรคการเมืองมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก” ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายเห็นต่างกันในประเด็นสำคัญ ทั้งนโยบายภาษี การย้ายถิ่นฐาน ระบบบำนาญ การลงทุนภาครัฐ และสวัสดิการสังคม ส่งผลให้การหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อปรับลดการขาดดุลงบประมาณเป็นเรื่องยาก
หากรัฐบาลเลือกปรับลดรายจ่าย ก็เสี่ยงเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชนเพิ่มขึ้น แต่หากเลือกขึ้นภาษี ก็อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะผลักดันงบประมาณที่มีความน่าเชื่อถือให้ผ่านความเห็นชอบทางการเมืองได้ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลให้นักลงทุน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส มีบทเรียนสำคัญคือ เมื่อหนี้สาธารณะ ต้นทุนกู้ยืม และแรงต่อต้านทางการเมืองต่อการปฏิรูปเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกัน รัฐบาลอาจเหลือทางเลือกในการแก้ไขปัญหาน้อยลงเรื่อย ๆ ทั้งที่ช่วงเวลาดังกล่าวกลับเป็นช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐมากที่สุด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประเมินผลกระทบระยะยาวจากการขาดดุลงบประมาณซ้ำ ๆ และการดำเนินนโยบายที่สร้างภาระรายจ่ายผูกพันกับรัฐบาลอย่างถาวร
การรักษาวินัยทางการคลังไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องตัดลดสวัสดิการหรือความช่วยเหลือทางสังคมเสมอไป แต่หมายถึงการทำให้มั่นใจว่า นโยบายสวัสดิการ การลงทุน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของรัฐบาลมีแหล่งเงินรองรับอย่างเพียงพอ และสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ในขณะที่ประเทศไทยเองกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น การรักษาพื้นที่ทางการคลัง เพื่อให้รัฐบาลยังมีงบประมาณและความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น
อ่านเพิ่มเติมในบทความ: รัฐสวัสดิการถึงทางตัน? 5 ปมเศรษฐกิจฝรั่งเศสสะท้อนปัญหารัฐ บทเรียนจากวิกฤตการศึกษาที่ไทยต้องระวัง
ที่มา: CNBC [1][2], Firstpost, Yahoo! Finance, Financial Times
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney