
การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อ 17 กันยายน 2026 จากปัญหาขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรในโรงเรียนมัธยม ก่อนขยายตัวเป็นประเด็นค่าครองชีพและบำนาญทั่วประเทศ
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายจ่ายภาครัฐสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของยุโรป รัฐมีบทบาทสำคัญตั้งแต่การดูแลสุขภาพ เงินบำนาญ ไปจนถึงการศึกษา แต่การประท้วงที่เริ่มจากปัญหาในโรงเรียนเมื่อเดือนกันยายน 2026 ก่อนขยายเป็นการชุมนุมทั่วประเทศในเดือนตุลาคม กำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า เหตุใดประเทศที่ใช้จ่ายเงินสาธารณะในระดับสูง จึงยังเผชิญปัญหาพื้นฐานในการให้บริการประชาชน
ชนวนเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน หลังบุคลากรและนักเรียนโรงเรียนมัธยม Saint-Exupéry ในเมือง Créteil ชานกรุงปารีส เรียกร้องให้แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรในโรงเรียน ก่อนกระแสเรียกร้องจะแพร่ไปยังโรงเรียนอื่น ๆ โดยมีข้อกังวลตั้งแต่ครูไม่เพียงพอ ห้องเรียนแออัด อาคารทรุดโทรม ไปจนถึงตารางเรียนและระบบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อเข้าสู่กลางเดือนตุลาคม การเคลื่อนไหวได้ขยายไปสู่ข้อเรียกร้องเรื่องค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน ค่าแรง และบำนาญ โดยมีสหภาพแรงงานและผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นเข้าร่วมด้วย ขณะที่การชุมนุมเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมเกิดเหตุปะทะและความรุนแรงในหลายเมือง
กรณีการประท้วงที่เกิดขึ้นฝรั่งเศส จึงกลายเป็นมากกว่าเรื่องการประท้วงในโรงเรียน เพราะมองให้ลึกลงไป แม้การประท้วงแต่ละกลุ่มจะมีข้อเรียกร้องต่างกัน แต่ภาพรวมสะท้อนแรงกดดันที่รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเผชิญ ทั้งการรักษาคุณภาพบริการสาธารณะ การควบคุมรายจ่าย และการตอบสนองต่อค่าครองชีพ ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลังที่เพิ่มขึ้น
แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐ กลายเป็นต้นทุนที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับในอนาคต
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีรายจ่ายภาครัฐในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ โดยข้อมูล OECD ระบุว่า รายจ่ายภาครัฐในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 57.2% ของ GDP สะท้อนบทบาทของรัฐที่ครอบคลุมตั้งแต่การคุ้มครองทางสังคม เงินบำนาญ สาธารณสุข ไปจนถึงการศึกษา
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันเสมอไป เพราะผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับวิธีจัดสรรงบประมาณ ประสิทธิภาพการบริหาร และความสามารถในการส่งมอบบริการถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ กรณีการประท้วงของนักเรียนฝรั่งเศสจึงสะท้อนช่องว่างระหว่างบทบาทของรัฐที่มีขนาดใหญ่ กับประสบการณ์จริงของประชาชนที่ยังพบปัญหาขาดแคลนครู อาคารเรียนทรุดโทรม และทรัพยากรไม่เพียงพอ
หนึ่งในปัญหาสำคัญของฝรั่งเศส คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่สูงกว่ารายได้ จนเกิดการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ฝรั่งเศสขาดดุลภาครัฐ 5.8% ของ GDP ในปี 2024 และ 5.1% ในปี 2025 สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิง 3% ของ GDP ที่สหภาพยุโรปใช้กำกับวินัยการคลัง
การขาดดุลไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเข้าสู่วิกฤตทันที แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง รัฐจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่าย และต้องหาทางทำให้ฐานะการคลังกลับมาอยู่ในระดับที่ยั่งยืน
โจทย์ยาก คือการลดการขาดดุลโดยไม่กระทบต่อบริการสาธารณะมากเกินไป เพราะการลดรายจ่ายอาจหมายถึงการชะลอการลงทุน การควบคุมจำนวนบุคลากร หรือการทบทวนสวัสดิการบางประเภท ขณะที่การขึ้นภาษีก็อาจเพิ่มภาระให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจ ในบริบทนี้การเรียกร้องให้เพิ่มครูและปรับปรุงโรงเรียนจึงสะท้อนความขัดแย้งสำคัญระหว่างความจำเป็นในการควบคุมงบประมาณ กับความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการให้รัฐลงทุนในบริการพื้นฐานอย่างเพียงพอ
เมื่อรัฐบาลขาดดุลต่อเนื่อง ภาระหนี้สาธารณะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 115.6% ของ GDP ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 118.1% ในปี 2026 และอีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ต้นทุนดอกเบี้ย โดยคณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่ารายจ่ายดอกเบี้ยภาครัฐจะเพิ่มจากประมาณ 2.2% ของ GDP ในปี 2025 เป็น 2.6% ในปี 2026
เมื่อหนี้สะสมสูงขึ้นและต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น รัฐบาลย่อมมีข้อจำกัดมากขึ้นในการจัดสรรงบประมาณ เพราะต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งไว้ชำระดอกเบี้ยและบริหารหนี้ แทนที่จะนำไปใช้กับบริการสาธารณะหรือการลงทุนใหม่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หนี้สาธารณะสูงไม่ได้แปลว่างบประมาณด้านการศึกษาจะต้องถูกตัดโดยอัตโนมัติ ผลกระทบที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางนโยบาย รายได้ของรัฐ และต้นทุนการกู้ยืมในแต่ละช่วงเวลา
เพราะเมื่อพื้นที่ทางการคลังแคบลง ฝรั่งเศสจะรักษาคุณภาพบริการสาธารณะและลงทุนในอนาคตได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ภาระหนี้กลายเป็นข้อจำกัดต่อคนรุ่นถัดไป
ความตึงเครียดระหว่างรัฐกับประชาชนของฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียน แต่เคยปรากฏชัดผ่านการประท้วงเสื้อกั๊กเหลือง หรือ Gilets jaunes ในปี 2018 ซึ่งมีชนวนสำคัญจากความไม่พอใจต่อมาตรการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพและกำลังซื้อ
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า นโยบายภาษีซึ่งรัฐบาลอาจออกแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือเพิ่มรายได้สาธารณะ สามารถสร้างผลกระทบต่อประชาชนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องพึ่งพารถยนต์ในการเดินทางและไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสม
ปัญหาดังกล่าวจึงรวมไปถึงการกระจายภาระว่าใครเป็นผู้รับต้นทุน ใครได้รับประโยชน์จากนโยบาย และรัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพียงพอหรือไม่ เพราะเมื่อประชาชนต้องเผชิญทั้งภาระค่าครองชีพ ภาษี และความกังวลต่อคุณภาพบริการสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลก็อาจลดลงได้ แม้รัฐจะยังมีรายจ่ายสวัสดิการในระดับสูงก็ตาม
บำนาญเป็นหนึ่งในรายจ่ายสำคัญของรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส และเป็นประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงความยากในการปรับสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางการคลังกับความคาดหวังของประชาชน
ในปี 2023 รัฐบาลฝรั่งเศสผลักดันการปฏิรูปเพื่อทยอยเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายจาก 62 ปีเป็น 64 ปี มาตรการดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงและการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ เพราะประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าการทำงานนานขึ้นเป็นการเพิ่มภาระและกระทบสิทธิที่ตนคาดหวังจากระบบสวัสดิการ
ในมุมของการคลัง การปฏิรูปมีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อรับมือกับภาระบำนาญในระยะยาว ขณะที่สังคมสูงวัยทำให้รัฐต้องวางแผนรองรับรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุอย่างรอบคอบ แต่ในมุมของประชาชน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อชีวิตและแผนการเกษียณโดยตรง จึงไม่สามารถตัดสินใจจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ปัญหาจึงอยู่ที่การออกแบบการปฏิรูปให้สมดุล เป็นธรรม และได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะหากประชาชนรู้สึกว่าต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น โดยไม่มีคำอธิบายหรือมาตรการรองรับที่เพียงพอ การแก้ปัญหาทางการคลังก็อาจกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง
แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบภาษี และรัฐสวัสดิการแตกต่างจากฝรั่งเศส แต่กรณีนี้ชวนให้ตั้งคำถามที่ใช้ได้กับการบริหารภาครัฐทุกประเทศ นั่นคือ ทำอย่างไรให้เงินภาษีสร้างบริการที่มีคุณภาพ โดยไม่ทำให้ภาระการคลังในอนาคตเกินกำลัง
บทเรียนสำหรับไทยมีอย่างน้อย 4 ข้อ
1. วัดผลจากคุณภาพบริการ ไม่ใช่เพียงงบประมาณที่ได้รับ การเพิ่มงบประมาณไม่ใช่หลักประกันว่าปัญหาจะหมดไป รัฐควรติดตามผลลัพธ์ให้ชัด เช่น โรงเรียนมีครูเพียงพอหรือไม่ นักเรียนเสียโอกาสจากการยกเลิกคาบเรียนมากเพียงใด และงบประมาณที่ใช้ซ่อมแซมอาคารช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
2. จัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน การจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงทุกพื้นที่ได้รับเงินเท่ากัน แต่ต้องทำให้พื้นที่ที่มีความต้องการสูงได้รับทรัพยากรเพียงพอ
3. รักษาวินัยการคลังโดยไม่ตัดโอกาสของคนรุ่นใหม่ การควบคุมรายจ่ายเป็นเรื่องจำเป็นเมื่อรัฐมีข้อจำกัดทางการคลัง แต่ควรแยกให้ออกระหว่างรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพกับการลงทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ เช่น การศึกษา การพัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการประหยัดในวันนี้อาจสร้างต้นทุนสูงกว่าในระยะยาว หากทำให้คนรุ่นใหม่เสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง
4. ทำให้ความรับผิดชอบและการใช้งบประมาณตรวจสอบได้ เมื่อหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องกับปัญหาเดียวกัน รัฐควรกำหนดให้ชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ใครจัดสรรงบประมาณ และใครต้องรายงานผลต่อประชาชน พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าเงินภาษีถูกใช้ไปกับอะไรและสร้างผลลัพธ์อย่างไร
ทั้งนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และแรงกดดันทางการเมือง ทำให้ท้ายที่สุดอนาคตของ เอ็มมานูเอล มาครง ต้องเผชิญโจทย์ยากในการหาจุดสมดุลระหว่างการลดการขาดดุลและหนี้สาธารณะ กับการรักษาคุณภาพบริการสาธารณะ ไปพร้อมกับลดแรงกดดันทางสังคมและการเมือง
สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป คือ รัฐบาลมาครง จะสามารถเปลี่ยนข้อเรียกร้องให้กลายเป็นมาตรการที่มีงบประมาณรองรับและตรวจสอบผลลัพธ์ได้จริงหรือไม่ การประท้วงจะนำไปสู่การทบทวนระบบบริหารและการจัดสรรทรัพยากร หรือจะจบลงด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังคงอยู่
กรณีฝรั่งเศสจึงเตือนให้เห็นว่า รัฐสวัสดิการที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีงบประมาณมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีรายได้เพียงพอ จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริง ขณะเดียวกัน วินัยการคลังก็ต้องไม่กลายเป็นเหตุผลในการลดทอนการลงทุนที่จำเป็นต่ออนาคต เพราะหากเด็กขาดโอกาสทางการศึกษาและคนรุ่นใหม่ขาดทักษะที่จำเป็น ต้นทุนระยะยาวที่ประเทศต้องแบกรับอาจสูงกว่าเงินที่ประหยัดได้ในวันนี้
สำหรับไทย สิ่งที่ควรตั้งคำถามเป็นสำคัญต่อไป คือ รัฐบาลและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะทำอย่างไรให้เงินภาษีสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ไปพร้อมกับรักษาความยั่งยืนทางการคลัง โดยไม่ผลักภาระจากการตัดสินใจในวันนี้ให้คนรุ่นต่อไปต้องรับผิดชอบแทน
ที่มาข้อมูล DW , BBC , Aljazeera , Yahoo Finance , Firstpost
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney