
การเติบโตของ AI อาจกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบการคลังทั่วโลก แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการลงทุนรูปแบบใหม่
แต่ถ้ารัฐบาลยังคงใช้โครงสร้างภาษีแบบเดิมที่พึ่งพารายได้จากแรงงานเป็นหลัก ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่ทุน เทคโนโลยี และบริษัท AI ขนาดใหญ่ ก็มีความเสี่ยงที่รายได้ภาษีของรัฐจะลดลงสวนทางกับความต้องการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในเวที New Economy Forum: Rethinking Taxation for the AI Era ภายในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยมี Ruud De Mooij รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เป็นผู้ดำเนินรายการ
พร้อมด้วย Adrian Brown ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Windfall Trust, Ioana Marinescu ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะจาก University of Pennsylvania และ Miranda Stewart ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายภาษีจาก New York University และ University of Melbourne ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของการจัดเก็บภาษีในยุค AI
สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องเริ่มประเมินความเสี่ยงทางการคลังล่วงหน้า และทบทวนโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
Adrian Brown ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Windfall Trust ระบุว่า AI สามารถช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แม้รายได้ภาษีของรัฐบาลจะลดลง เนื่องจากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว พึ่งพาภาษีจากรายได้แรงงานเป็นหลัก
หาก AI ทำให้การจ้างงานและค่าจ้างลดลง ฐานภาษีส่วนนี้ก็จะถูกกดดัน ขณะที่ผลตอบแทนจากทุนและกำไรของบริษัทเทคโนโลยีอาจไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีในระดับเดียวกัน
นอกจากนี้ กำไรจากอุตสาหกรรม AI ยังมีแนวโน้มกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่และบางประเทศ หากมีการโยกย้ายกำไรไปต่างประเทศ รัฐบาลในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานก็อาจสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บรายได้
ขณะเดียวกัน AI ยังอาจทำให้สินค้าและบริการมีราคาถูกลง หรือเกิดบริการที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจกดดันฐานภาษีจากการบริโภคบางประเภทเพิ่มเติมด้วย
อีกด้านหนึ่ง หากคนตกงานมากขึ้น ภาครัฐอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลประชาชน โดย Brown เปิดเผยว่า จากการจำลองสถานการณ์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว หากผลผลิตของแรงงานทั่วโลก 30% ถูกแทนที่ด้วย AI ภายใน 10 ปี รายได้รัฐบาลอาจลดลงประมาณ 3-4% และหากรวมผลกระทบจากการโยกย้ายกำไรไปต่างประเทศอาจเพิ่มเป็น 8% และเมื่อรวมภาระสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันทางการคลังอาจขยายตัวสู่ระดับเลขสองหลัก
จึงเสนอให้รัฐบาลเริ่มทดสอบ Fiscal Stress Test เพื่อประเมินว่าระบบภาษีและสวัสดิการจะรองรับสถานการณ์ที่รายได้ลดลงและรายจ่ายเพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ต้องรอให้ผลกระทบจาก AI เกิดขึ้นอย่างชัดเจนก่อน
Ioana Marinescu ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะจาก University of Pennsylvania ชี้ให้เห็นว่า ภาษี AI อาจเหมาะเป็นเครื่องมือชั่วคราวเพื่อช่วยแรงงานที่ไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพหรือฝึกทักษะใหม่ได้ทัน แต่หากการลดลงของการจ้างงานเป็นปัญหาระยะยาว การเก็บภาษีเพื่อชะลอ AI เพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องขยายฐานภาษีและปรับปรุงระบบคุ้มครองทางสังคมควบคู่กัน
โดยเสนอการเก็บภาษีจากนำเข้า AI เช่น ชิปและพลังประมวลผลอาจช่วยชะลอการนำเทคโนโลยีมาใช้ และกระจายผลกระทบต่อการจ้างงานออกไปในระยะเวลาที่ยาวขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องแลกกับการการเติบโตที่ชะลอตัวลง
ส่วนการเก็บภาษีจากการใช้งาน AI เช่น Token Tax อาจช่วยชะลอการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภาคธุรกิจ แต่จากแบบจำลองที่เธอนำเสนอ ระดับการว่างงานสูงสุดอาจยังใกล้เคียงเดิม เพียงแต่เกิดขึ้นช้าลง ขณะที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI ก็ถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน
ด้าน Miranda Stewart ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายภาษีจาก New York University และ University of Melbourne มองว่า รัฐบาลอาจพิจารณาจัดเก็บภาษีจากบริการ AI ในลักษณะเดียวกับบริการดิจิทัลอื่น ๆ โดยต้องปรับปรุงกฎหมายให้สามารถระบุธุรกรรม ผู้เสียภาษี และจุดที่เกิดภาระภาษีได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ การเก็บภาษี AI ไม่ใช่คำตอบที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เพราะการชะลอเทคโนโลยีอาจช่วยบรรเทาผลกระทบต่อแรงงาน แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจได้รับประโยชน์จาก AI ช้าลงเช่นกัน
Brown ชี้ว่า รัฐบาลควรกลับมาทบทวนโครงสร้างภาษีเดิม โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างภาษีจากรายได้แรงงานกับผลตอบแทนจากทุน หากภาระภาษีแรงงานสูงกว่าทุนมากเกินไป ก็อาจเพิ่มแรงจูงใจให้ธุรกิจลงทุนในระบบอัตโนมัติเพื่อทดแทนคน รัฐบาลจึงควรพิจารณาเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ภาษีรายได้จากทุน ภาษีความมั่งคั่ง ภาษีการบริโภค และภาษีมรดก เพื่อกระจายฐานรายได้ของรัฐให้สมดุลขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ความย้อนแย้งของนโยบายภาครัฐที่พยายามเร่งการลงทุน AI ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับกังวลว่า AI จะทำให้แรงงานถูกแทนที่เร็วขึ้น
Marinescu ระบุว่า หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนใน AI และ Data Center ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งหากให้สิทธิประโยชน์แก่การลงทุน AI มากกว่าการลงทุนทั่วไป ก็อาจเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติเกิดขึ้นเร็วขึ้น แม้จะช่วยให้ผลิตภาพและประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเร็วด้วยก็ตาม
ด้าน Stewart ระบุว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลยังเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อกำไรจาก AI กระจุกตัวอยู่ในบริษัทข้ามชาติและบางประเทศ รัฐบาลจึงต้องเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อทบทวนกติกาการจัดเก็บภาษีจากกำไรในห่วงโซ่ธุรกิจดิจิทัล รวมถึงมูลค่าที่มาจากผู้ใช้ ข้อมูล และตลาดผู้บริโภค เพื่อป้องกันไม่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลุดออกจากฐานภาษี
Stewart มองว่า ความท้าทายของการจัดเก็บภาษีบริษัท AI ไม่ได้อยู่ที่การเก็บภาษีกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการระบุแหล่งที่มาของผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าให้บริษัทได้มหาศาล แต่ทำให้การกำหนดสิทธิในการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศมีความซับซ้อน
การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งผ่านกระบวนการหารือด้านภาษีของ OECD และกรอบอนุสัญญาภาษีของสหประชาชาติ (UN) เพื่อพิจารณาว่าประเทศที่เป็นแหล่งผู้ใช้ ข้อมูล หรือตลาดผู้บริโภค ควรมีสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากกำไรของบริษัทดิจิทัลอย่างไรให้เหมาะสม ตลอดจนลดความเสี่ยงที่บริษัทจะโยกย้ายกำไรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปยังเขตภาษีต่ำ
นอกจากนี้ Stewart ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการกำหนดราคาทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้าของ AI อย่างเหมาะสม ทั้งพลังงาน น้ำ และที่ดิน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของ Datacenter
ซึ่งแนวทางนี้สะท้อนว่าการออกแบบภาษีในยุค AI ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะรายได้จากแรงงานและกำไรของบริษัทเท่านั้น
ประเด็นสำคัญจากการหารือครั้งนี้คือ รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ AI จะทำให้ฐานภาษีจากแรงงานและการบริโภคบางประเภทลดลง ขณะที่กำไรจากทุนและเทคโนโลยีมีความสำคัญเพิ่มขึ้น
แนวทางรับมือจึงครอบคลุมตั้งแต่การทบทวนภาษีแรงงานและทุน การจัดเก็บภาษีจากบริการ AI การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาษี
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ใช้ดึงดูดการลงทุน AI ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้การเร่งลงทุนสร้างแรงกดดันต่อแรงงานมากเกินไป รวมถึงต้องเตรียมระบบฝึกทักษะใหม่และสวัสดิการที่ช่วยให้ประชาชนปรับตัวได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่าย
เป้าหมายจึงไม่ใช่การหยุดยั้ง AI แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจและการคลังที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ พร้อมรักษาฐานรายได้ของรัฐให้เพียงพอต่อการดูแลประชาชนในระยะยาว
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney