
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน Global Financial Stability Report (GFSR) เดือนตุลาคม 2569 โดยประเมินว่า แม้ตลาดการเงินโลกยังมีความเชื่อมั่นสูง จากผลประกอบการบริษัทที่แข็งแกร่งและความคาดหวังต่อเทคโนโลยี AI แต่ยังมีความเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดความผันผวนรุนแรงได้
Athanasios Vamvakidis รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุนของ IMF ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ การปรับฐานของตลาด AI การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีโอกาสส่งผลกระทบกับระบบและตลาดการเงินโลกในอนาคต
IMF เตือนว่าปัจจุบัน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและราคาหุ้น แต่ตลาดยังเสี่ยงจากการกระจุกตัวและความคาดหวังที่สูง แม้กำไรบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเติบโตดีกว่าคาดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงสร้างการระดมทุนมีลักษณะหมุนเวียนภายในอุตสาหกรรม AI หรือ Circular Financing บริษัทต่าง ๆ ลงทุน สนับสนุนเงินทุน หรือทำสัญญาทางธุรกิจเชื่อมโยงกัน จนความคาดหวังต่อรายได้ในอนาคตของบริษัทหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าหรือแผนการลงทุนของอีกบริษัทหนึ่ง
Jason Wu ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุนของ IMF เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ธุรกรรมสาธารณะ 14 รายการ พบการลงทุนในรูปแบบทุนราว 3 แสนล้านดอลลาร์ และหนี้ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อผูกพันด้านรายได้ในอนาคตราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
หากรายได้จาก AI ต่ำกว่าเป้าหมาย อาจเกิดแรงกระแทกพร้อมกันทั้งราคาหุ้นที่ลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอลง และรายได้ตามสัญญาที่ไม่เป็นไปตามคาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับช่วงฟองสบู่ดอตคอมในอดีตนั้น ตลาด AI ในปัจจุบันยังมีความแตกต่าง เพราะบริษัทหลายแห่งมีผลประกอบการจริงรองรับ และกำไรยังเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
แต่การกระจุกตัวของตลาดและการเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลกต่อสินทรัพย์ AI ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติกาณ์นี้ อาจทำให้ผลกระทบจากการปรับฐานอาจขยายวงกว้างได้
ความเสี่ยงเรื่องต่อมาคือการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน นโยบายการเงิน และปริมาณการออกพันธบัตรของภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง
Athanasios Vamvakidis อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ผ่านมาสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน และสะท้อนถึง "วินัยตลาด" (Market Discipline) ที่นักลงทุนเริ่มคิดราคาความเสี่ยงทางการคลังและความไม่แน่นอนทางนโยบายอย่างตรงไปตรงมา
ขณะที่ส่วนหนึ่งมาจากการปรับสถานะการลงทุนของผู้เล่นในตลาดและคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวถึงระดับที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณว่ากลไกการซื้อขายและสภาพคล่องของตลาดพันธบัตรโดยรวมเกิดความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมชี้ว่าการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับสู่ระดับที่สูงกว่ายุคดอกเบี้ยใกล้ศูนย์และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังเข้าสู่วิกฤตโดยอัตโนมัติ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินยังสะท้อนปัจจัยพื้นฐานหลายประการ
แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลต้องระดมทุนจำนวนมาก ในช่วงที่นักลงทุนมีความอ่อนไหวต่อราคาและต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้สูง ขาดดุลการคลังต่อเนื่อง หรือมีพื้นที่จำกัดในการใช้นโยบายการคลังเพื่อรองรับวิกฤต
ในกรณีที่ตลาดหุ้น AI ปรับฐานอย่างรุนแรงพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ผลกระทบอาจเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งด้านราคาสินทรัพย์ ต้นทุนการกู้ยืม และความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งอาจทำให้ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวมากขึ้น
และพื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อรับมือกับแรงกระแทกในปัจจุบันมีจำกัดกว่าบางช่วงที่ผ่านมา ทำให้การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมีความสำคัญมากขึ้น
และความเสี่ยงเรื่องที่สามคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อการให้บริการทางการเงิน ความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ และเสถียรภาพของระบบโดยรวม
Caio Ferreira รองหัวหน้าฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุนของ IMF ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้นคือการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงบางรายในระดับสูง และการที่อาชญากรสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี AI
ความเสี่ยงสำคัญคือ หากสถาบันการเงินหลายแห่งใช้ผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายเดียวกัน ความผิดพลาดหรือการโจมตีที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการรายนั้น อาจส่งผลกระทบพร้อมกันต่อหลายองค์กร
นอกจากนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรในการป้องกันภัยไซเบอร์ ทำให้การพัฒนาความสามารถในการรับมือ การรายงานเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว การกำกับดูแลผู้ให้บริการภายนอก และการประสานงานข้ามพรมแดนเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันโลกเรากำลังขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อยู่ถึงประมาณ 40%
ดังนั้น จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ยกระดับการทดสอบความพร้อมของระบบ ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อจำกัดโอกาสที่เหตุการณ์ทางไซเบอร์จะขยายตัวเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ
ท่ามกลางบริบทโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และจากความเสี่ยงทั้งสามด้าน IMF เสนอให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแล ให้ความสำคัญกับการสร้างกันชนทางการเงินและการคลัง การจัดการความไม่สมดุลทางการคลัง การรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการเพิ่มความพร้อมรับมือกับภัยไซเบอร์
นอกจากนี้ การกำกับดูแลสถาบันการเงินนอกระบบธนาคารต้องเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถติดตามความเสี่ยงที่สะสมอยู่นอกระบบธนาคารแบบดั้งเดิม และประเมินความเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่นแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
IMF เน้นย้ำว่าหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องปรับมุมมองการเฝ้าระวังความเสี่ยงให้ทันการณ์ เนื่องจากความเสี่ยงหลักได้เคลื่อนย้ายออกจากภาคธนาคารไปสู่สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFIs) เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และตลาดสินเชื่อภาคเอกชน ตลอดจนกองทุนบำเหน็จบำนาญที่มีการลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำและใช้เลเวอเรจสูง
ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องเร่งสร้างกันชนทางการเงิน ปรับปรุงฐานะการคลัง รักษาสภาพคล่อง และยกระดับการกำกับดูแล NBFIs รวมถึงความเสี่ยงไซเบอร์อย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดแรงกระแทกใหม่ในอนาคต
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney