
ประเทศไทย ขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง มีแนวโน้มเป็น Rising Star ในซัพพลายเชนโลก จากความสามารถในการรับมือความเสี่ยงขณะที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับทั้งความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นเพราะไทยมีการลงทุนด้าน AI อย่างจริงจัง และตั้งรับพร้อมที่จะเป็นฐานการผลิตขั้นสูงให้ธุรกิจทั่วโลก
ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง แต่ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งมีโอกาสก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ตามการวิเคราะห์แนวโน้มการค้าโลกฉบับใหม่
รายงานของ Verisk Maplecroft บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสหราชอาณาจักรที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิถุนายน) ระบุว่า ประเทศเหล่านี้ รวมถึงอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลาตินอเมริกา มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากกระแสการกระจายฐานการผลิต (Supply Chain Diversification) เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
รายงานยังเตือนด้วยว่า ท่าเรือและสนามบินที่มีความคับคั่งที่สุดของโลกถึง 1 ใน 3 กำลังเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ความสามารถในการรับมือด้านการค้าของกว่า 150 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 90% ของการค้าโลก กลับอ่อนแอลง ส่งผลให้ประเทศที่ถูกมองว่าเป็น Rising Stars หรือดาวรุ่งมีโอกาสก้าวขึ้นมาเติมเต็มบทบาทดังกล่าว
นอกจากนี้ แม้ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะสร้างแรงกดดันระยะสั้นต่อทั้งประเทศไทยและฟิลิปปินส์ แต่ Verisk Maplecroft ระบุว่า ข้อมูลของบริษัทชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนหรือภาคธุรกิจที่มองการลงทุนในระยะยาว จะพบว่าทั้งสองประเทศยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมาก
ทั้งนี้ การประเมินศักยภาพของแต่ละประเทศอ้างอิงจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเปิดกว้างของตลาด (Market Openness) ความแข็งแกร่งของกฎระเบียบและการกำกับดูแล (Regulatory Strength) และ มาตรฐานด้านสิทธิแรงงาน (Labor Rights)
ตามรายงาน สำหรับประเทศไทย Verisk Maplecroft ระบุว่า ระดับความเสี่ยงของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการรองรับห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีต้นทุนแรงงานสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง
Laura Schwartz นักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของ Verisk Maplecroft กล่าวว่า “ประเทศไทยมีองค์ประกอบที่พร้อมอย่างมากสำหรับหลายอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการกระจายห่วงโซ่อุปทาน”
ถัดไปในประเทศใกล้เคียง สำหรับฟิลิปปินส์ รายงานระบุว่า ประเทศยังคงมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน แม้ตลอดปีที่ผ่านมา จะเผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งส่งผลให้มีการออกหมายจับนักการเมืองหลายราย
คดีทุจริตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้
นอกจากนี้ วุฒิสภาฟิลิปปินส์ก็ยังเกิดความขัดแย้งภายใน จากกรณีความแตกแยกระหว่างประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. และรองประธานาธิบดี Sara Duterte ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการไต่สวนถอดถอนในเดือนกรกฎาคมนี้
Laura Schwartz ระบุว่า แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะดูวุ่นวาย แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายหลายด้านอยู่เบื้องหลัง ทั้งการดึงดูดการลงทุนและการลดภาระด้านกฎระเบียบให้ภาคธุรกิจ แม้ว่าผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านี้จะยังไม่ปรากฏชัดก็ตาม
เธอกล่าวด้วยว่า “บางครั้งความวุ่นวายทางการเมืองอาจทำให้การกำหนดนโยบายหยุดชะงักทั้งหมด แต่ในบางกรณี การกำหนดนโยบายก็ยังสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับความขัดแย้งทางการเมืองได้”
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีข้อได้เปรียบจากการมีแรงงานอายุน้อยและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี จึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการและธุรกิจเอาต์ซอร์ส (Outsourcing)
และหากบริษัทต่าง ๆ มีระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่สามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงด้านการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาคอร์รัปชันก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน
สำหรับอาร์เจนตินา รายงานมองว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับ Mercosur หรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงข้อตกลงด้านการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ อาจช่วยผลักดันการส่งออกแร่สำคัญ พลังงาน และสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโตมากขึ้น
นอกจากนี้ ชิลี และ อุรุกวัย ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพเช่นกัน โดยอุรุกวัยได้รับการประเมินว่ามีความสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจกับระดับความเสี่ยงดีที่สุดในภูมิภาค
รายงานระบุว่า แม้ลาตินอเมริกาจะยังตามหลังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะศูนย์กลางการผลิตขนาดใหญ่ แต่ความพยายามของชาติตะวันตกในการลดการพึ่งพาจีน กำลังเปิดโอกาสให้หลายประเทศในภูมิภาคก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ขณะเดียวกัน รายงานยังชี้ว่า เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก และบราซิล ได้รับประโยชน์จากการที่การค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนลดลงอยู่แล้ว และทั้ง 4 ประเทศต่างก็มีข้อได้เปรียบในฐานะฐานการผลิตของโลก
อย่างไรก็ตาม Verisk Maplecroft เตือนว่า แม้ประเทศเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากกระแสดังกล่าว แต่ข้อมูลของบริษัทพบว่า ความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติในทั้ง 4 ประเทศ ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
ที่มา: Bloomberg
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney