
“ปลัดพลังงาน” ชี้วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เร่งดึง Windfall (กำไรส่วนเกิน) โรงกลั่นช่วยประชาชน ด้านผู้ผลิตเหล็กเตรียมปรับขึ้นราคา 10-15% ตั้งแต่เดือนเม.ย. เซ่นพิษต้นทุนพุ่ง
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานว่า ขณะนี้ เป็นวิกฤติที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย เพราะราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 เหรียญฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า รุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดที่เพียง 150 เหรียญฯ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท แม้มีวงเงินกู้ 150,000 ล้านบาทรองรับการชดเชยราคาแทนประชาชนได้ประมาณอีก 2 เดือน
“หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ก็น่ากังวล เพราะการบริหารราคาช่วงนี้ยากลำบาก ต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันช่วงที่ผ่านมา ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชาก ที่อาจทำให้กักตุน หรือลักลอบส่งออก ผมสั่งการให้สำนักงานพลังงานจังหวัด เข้มงวดตรวจสอบปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการกักตุน ขณะเดียวกัน ยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหาร”
สำหรับโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นน้ำมัน การคำนวณสต๊อกน้ำมันเก่า-ใหม่ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ตามหลักสากลนั้น โรงกลั่นต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติม เช่น War Premium (ค่าประกันภัยสงคราม) ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม
“ช่วงวิกฤตินี้ ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามาส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) จึงต้องนำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาทมาเป็นเกณฑ์การพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เชิญโรงกลั่นน้ำมันหารือ เพื่อหาจุดสมดุลแล้ว ล่าสุดได้รับความร่วมมือจาก กลุ่มปตท. และ บางจาก ที่จะได้ข้อสรุปในรูปแบบการช่วยเหลือว่าจะลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง กระทรวงพลังงานพยายามหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกินมาช่วยแบ่งเบาภาระ เชื่อมั่นว่า โรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นคนไทย จะให้ความร่วมมือฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกันให้ได้”
ด้านนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวว่า เดือนเม.ย.นี้ ผู้ประกอบการเหล็ก จำเป็นต้องปรับราคาเหล็กทุกประเภท 10-15% แม้ได้พยายามบริหารจัดการต้นทุนจากทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคแล้ว แต่ถ้าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ก็จะปรับขึ้นอีกครั้งในระยะถัดไป หรือในเดือนพ.ค.นี้ แต่อัตราเท่าไร ต้องรอประเมินต้นทุนอีกครั้ง
ทั้งนี้ ไทยไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำ หรือไม่มีแร่เหล็กในประเทศ จึงต้องนำเข้าเศษเหล็กมาหลอมและขึ้นรูป ซึ่งขณะนี้ ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก ทั้งจาก 1.ค่าขนส่ง 2.ราคาพลังงานสูงที่ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 3.ค่าระวางเรือ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาโหด และ4.ค่ากระแสไฟฟ้าที่กำลังจะปรับขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับขึ้นราคา เพื่อทำให้ธุรกิจอยู่รอด และรักษาอัตราการจ้างงาน แม้ในระยะนี้ จะยังไม่เห็นอุตสาหกรรมเหล็กลดจำนวนคนงาน เพราะยังคงมีโครงการก่อสร้างจากภาครัฐ ที่ทยอยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังมีความต้องการใช้เหล็กในประเทศ
“แต่อุตสาหกรรมเหล็ก ยังคงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยสนับสนุนและควบคุมดูแล เช่น เปิดไต่สวนทุ่มตลาดเหล็กจากต่างประเทศ สนับสนุนการใช้เหล็กในประเทศเพิ่มขึ้น ภายใต้โครงการเมด อิน ไทยแลนด์ ของ ส.อ.ท. เพื่อให้เหล็กไทยมีแต้มต่อ”