
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา ในอัตรา 15 % เท่่ากันทั่วโลก โดยที่ประชุมได้พิจารณาเรื่อง การประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย ,การมองหาโอกาสของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว และการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาและท่าทีของประเทศไทย
“แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงกรอบกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ใช้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันด้านการค้าจะลดลง รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ดังนั้น เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งในเชิงรับและเชิงรุก โดยประเด็นสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือการให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวเพื่อดำรงความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของประเทศ”
ขณะเดียวกัน นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า จากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อการค้า เอ็กซิมแบงก์ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระคงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลารวมทั้งสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตะวันออกกลางตามความจำเป็น
“หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เตรียมผู้ให้บริการขนส่งสำรอง หรือกระจายเส้นทางขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่อาจปรับสูงขึ้น รวมถึงทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม ให้ครอบคลุมประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 50% ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียว พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยมีอยู่ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย”