
สิงคโปร์ปรับตัวในยุคโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นความมั่นคง, เพิ่มงบกลาโหม, และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร
ภาพการแถลงแผนการใช้งบประมาณประจำปีของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสิงคโปร์ ทำให้ทั่วโลกจับตามองสิงคโปร์อีกครั้ง การกล่าวสุนทรพจน์กว่า 1 ชั่วโมง ครั้งนี้ หว่องเสนอโรดแมปเชิงยุทธศาสตร์ชาติและแผนการเพิ่มงบประมาณในด้านสำคัญๆ ของประเทศ ที่จะพาประเทศฝ่าความท้าทายรอบด้าน
ตั้งแต่ค่าครองชีพ ลดภาษีสำหรับธุรกิจ การออกสวัสดิการ ให้เงินพิเศษพยุงค่าครองชีพ การอัดฉีดภาคการศึกษา แรงงานรายได้น้อย รวมถึงการลงทุนอย่างหนักในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ ซึ่งจะปูทางสู่พัฒนาการระยะถัดไปของสิงคโปร์หลังจากนี้
หว่องถือเป็นผู้นำประเทศแรกๆ ที่แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าเสรีและระเบียบโลกหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ทรัมป์ หลังถูกกดดันด้วยมาตรการกีดกันทางภาษี โดยเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ยุคที่โลกมีเสถียรภาพภายใต้การนำของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว กฎการค้าโลกถูกละเลย และโลกกำลังเข้าสู่ภาวะแตกแยก (Fragmented) อันตรายขึ้น ซึ่งการอยู่นิ่งไม่ใช่ทางเลือกและไม่สามารถรอให้สถานการณ์ดีขึ้นเองได้ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระเบียบโลกใหม่นี้
อย่างไรก็ตามแม้หลายประเทศจะหันเข้าหาตัวเอง แต่หว่องมองว่าโลกาภิวัตน์ยังไม่จบเพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไป (Re-globalization) เป็นการจับคู่พันธมิตรที่เลือกข้างและเน้นความมั่นคงมากกว่าแค่ความคุ้มค่า โดยสิงคโปร์จะขยายการเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
หว่องประกาศชัดเจนว่าจากนี้การใช้ AI คือ ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น การขาดทรัพยากรธรรมชาติ สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวรวดเร็ว และตลาดแรงงานที่ตึงตัว
สำหรับการสนับสนุนภาคธุรกิจ รัฐบาลเน้นการลดต้นทุนระยะสั้น พร้อมกับอัดฉีดเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจเติบโต
ด้านการสนับสนุนภาคแรงงาน เน้นการยกระดับรายได้ ควบคู่กับการปฏิรูประบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ รัฐบาลเพิ่มการคัดกรองแรงงานต่างชาติมากขึ้น เพื่อรักษาคุณภาพและสมดุลของตลาดแรงงาน โดยรัฐบาลจะปรับขึ้นเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าต่างชาติที่เข้ามาคือคนที่มีคุณภาพสูงจริงๆ และสอดคล้องกับค่าแรงท้องถิ่นที่สูงขึ้น เช่น Employment Pass (EP) ปรับขึ้นเป็น 6,000 ดอลลาร์ และ S Pass ปรับขึ้นเป็น 3,600 ดอลลาร์
ในส่วนของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชน หว่องยอมรับว่า คนจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าใช้จ่าย เงินเฟ้อจะชะลอตัว แต่ราคาสินค้ายังคงสูง รัฐบาลจึงเน้นออกมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น รวมถึงการออกสวัสดิการแบบมีเงื่อนไขเพื่อให้คนยังยืนได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน
รวมถึงการสนับสนุนครอบครัว เด็ก สร้างความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่ในการสร้างครอบครัว ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สูงอายุยามเกษียณ เช่น เครดิต Child Life SG มอบเครดิตเพิ่มเติม 500 ดอลลาร์ เข้าบัญชี Child Development Account (CDA) สำหรับเด็กสิงคโปร์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายรายวัน โครงการการสมทบเงินเข้าบัญชีเกษียณสูงสุด 1,500 ดอลลาร์ ให้กับชาวสิงคโปร์อายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีเงินออมในบัญชีต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และการปรับขึ้นอัตราเงินสมทบ CPF สำหรับลูกจ้างสูงวัย เพื่อให้มีเงินเก็บมากขึ้น
ทั้งนี้ หว่อง กล่าวว่า แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพมากมาย แต่รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลัง โดยมีการคาดการณ์งบประมาณปี 2025 ว่าจะเกินดุล (Surplus) เล็กน้อยที่ 1.9% ของ GDP ซึ่งหลักการการพึ่งพาตนเองด้านกลาโหมและการเงินทั้งหมดเหล่านี้ ต้องมีรายรับรองรับ และไม่สร้างภาระให้คนรุ่นหลัง
สุดท้ายงบประมาณ 2026 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแผนการใช้จ่าย แต่คือคำมั่นว่าจะเสริมสร้างสายใยของสังคม ลงทุนในความมั่นคงและอนาคต และสร้างประเทศที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป หว่องกล่าวทิ้งท้ายการแถลง
“แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เราจะเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้อย่างมั่นคง จุดแข็งที่แท้จริงของสิงคโปร์ไม่ได้อยู่เพียงในนโยบาย แต่อยู่ในจิตวิญญาณของประชาชน เราได้ฝ่าฟันวิกฤตมาหลายครั้ง เพราะเรายืนหยัดร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว”
ที่มาข้อมูล Bloomberg , CNBC , Singapore BUDJET 2026
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -