กางแผน “งบประมาณ 2026” ปากท้องถึง AI 5 นโยบายหลักจากสุนทรพจน์ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

Economics

Global Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

กางแผน “งบประมาณ 2026” ปากท้องถึง AI 5 นโยบายหลักจากสุนทรพจน์ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

Date Time: 13 ก.พ. 2569 16:11 น.

Video

 ทำไมหาเงินได้มากขึ้นแต่ชีวิตไม่มั่นคง? ถกปัญหาแรงงานโลกใหม่ | Digital Frontiers EP.55 Special Talk

Summary

สิงคโปร์ปรับตัวในยุคโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นความมั่นคง, เพิ่มงบกลาโหม, และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร

  • AI เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยมีการลงทุน, มาตรการสนับสนุนธุรกิจ, และการพัฒนาทักษะแรงงาน
  • รัฐบาลลดภาษี, เพิ่มเงินทุนสนับสนุนธุรกิจ, และขยายการช่วยเหลือบริษัทที่ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
  • มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, สนับสนุนแรงงานรายได้น้อย, และเพิ่มการคัดกรองแรงงานต่างชาติ
  • ออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ, ให้สวัสดิการแบบมีเงื่อนไข, และสนับสนุนครอบครัวและผู้สูงอายุ

Latest


ภาพการแถลงแผนการใช้งบประมาณประจำปีของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสิงคโปร์ ทำให้ทั่วโลกจับตามองสิงคโปร์อีกครั้ง การกล่าวสุนทรพจน์กว่า 1 ชั่วโมง ครั้งนี้ หว่องเสนอโรดแมปเชิงยุทธศาสตร์ชาติและแผนการเพิ่มงบประมาณในด้านสำคัญๆ ของประเทศ ที่จะพาประเทศฝ่าความท้าทายรอบด้าน  

ตั้งแต่ค่าครองชีพ ลดภาษีสำหรับธุรกิจ การออกสวัสดิการ ให้เงินพิเศษพยุงค่าครองชีพ การอัดฉีดภาคการศึกษา แรงงานรายได้น้อย รวมถึงการลงทุนอย่างหนักในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ ซึ่งจะปูทางสู่พัฒนาการระยะถัดไปของสิงคโปร์หลังจากนี้

สรุป 5 แนวนโยบาย ปากท้อง ความมั่นคง จนถึง AI จากสุนทรพจน์นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์


1. ยอมรับความจริงใหม่ ยุคระเบียบโลกเก่าจบสิ้นแล้ว

หว่องถือเป็นผู้นำประเทศแรกๆ ที่แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าเสรีและระเบียบโลกหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ทรัมป์ หลังถูกกดดันด้วยมาตรการกีดกันทางภาษี โดยเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ยุคที่โลกมีเสถียรภาพภายใต้การนำของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว กฎการค้าโลกถูกละเลย และโลกกำลังเข้าสู่ภาวะแตกแยก (Fragmented) อันตรายขึ้น ซึ่งการอยู่นิ่งไม่ใช่ทางเลือกและไม่สามารถรอให้สถานการณ์ดีขึ้นเองได้ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระเบียบโลกใหม่นี้

  • สิงคโปร์ต้องปกป้องตัวเองให้ได้ หว่องพูดถึงการรักษางบกลาโหมราว 3% ของ GDP และพร้อมเพิ่มหากจำเป็น การเสริมขีดความสามารถด้านไซเบอร์ รับมือภัยคุกคามจากทั้งรัฐและเอกชน
  • สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการลงทุนในเทคโนโลยีสงครามยุคใหม่

อย่างไรก็ตามแม้หลายประเทศจะหันเข้าหาตัวเอง แต่หว่องมองว่าโลกาภิวัตน์ยังไม่จบเพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไป (Re-globalization) เป็นการจับคู่พันธมิตรที่เลือกข้างและเน้นความมั่นคงมากกว่าแค่ความคุ้มค่า โดยสิงคโปร์จะขยายการเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน

2. เดิมพันกับ AI หัวใจของประเทศ

หว่องประกาศชัดเจนว่าจากนี้การใช้ AI คือ ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น การขาดทรัพยากรธรรมชาติ สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวรวดเร็ว และตลาดแรงงานที่ตึงตัว

  • เน้นนำไปใช้ มากกว่าสร้างโมเดล สิงคโปร์ต้องแข่งที่การนำไปใช้จริง (Deployment) ไม่ใช่การพัฒนาโมเดลแนวหน้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเป็นศูนย์กลางที่เชื่อถือได้สำหรับการพัฒนา ทดสอบ และนำโซลูชัน AI ไปใช้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าประเทศอื่น
  • ตั้ง “ภารกิจ AI แห่งชาติ” (National AI Missions) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงใน 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, การเชื่อมต่อและโลจิสติกส์, ภาคการเงิน และ สาธารณสุข
  • ตั้ง “สภา AI แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และประสานงานด้านวิจัย กฎระเบียบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • ออกมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดให้เข้าถึง AI เช่น โครงการ Champions of AI สนับสนุนบริษัทที่ต้องการทรานส์ฟอร์มธุรกิจทั้งระบบด้วย AI ครอบคลุมการปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาทักษะแรงงาน
  • ออกสิทธิลดหย่อนภาษี AI สนับสนุนบริษัทลงทุนด้าน AI เช่น โครงการ Enterprise Innovation Scheme ให้รวมค่าใช้จ่ายด้าน AI โดยให้สิทธิหักภาษี 400% สูงสุด 50,000 ดอลลาร์ต่อปี โครงการ Productivity Solutions Grant (PSG) สนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมืออัตโนมัติ
  • ลงทุนโครงการ RIE 2030 (Research, Innovation and Enterprise) กว่า 37,000 ล้านดอลลาร์ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Quantum Technology และ Semiconductor
  • ปฏิรูปให้สถาบันอุดมศึกษาเสริมทักษะ AI ควบคู่กับการรักษาความเข้มแข็งด้านวิชาการ การปรับแผนการเรียนรายวิชาและสาขา รวมถึงกำหนดสิทธิใช้เครื่องมือพรีเมียมฟรี สำหรับผู้ที่จบหลักสูตร AI ตามที่กำหนด

3. ส่วนลดภาษีภาคธุรกิจ อัดฉีดเงินให้เติบโตต่างประเทศ

สำหรับการสนับสนุนภาคธุรกิจ รัฐบาลเน้นการลดต้นทุนระยะสั้น พร้อมกับอัดฉีดเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจเติบโต 

  • มอบส่วนลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 40% สำหรับปีประเมินภาษี 2026 โดยบริษัทที่มีการจ้างงานคนท้องถิ่นอย่างน้อย 1 คนจะได้รับเงินขั้นต่ำ 1,500 ดอลลาร์ และสูงสุดไม่เกิน 30,000 ดอลลาร์ เพื่อช่วยสภาพคล่อง
  • เพิ่มเงินกองทุน Startup SG Equity อีก 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขอบเขตการลงทุนไปยังบริษัทช่วง Growth-stage
  • เพิ่มเงินกองทุน Anchor Fund อีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อดึงดูดบริษัทคุณภาพให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX)
  • เพิ่มวงเงินช่วยเหลือสำหรับบริษัทที่ไปขยายธุรกิจต่างประเทศ โดย SMEs จะได้รับสูงสุด 70% และบริษัททั่วไป 50%
  • ขยายเพดานการหักลดหย่อนภาษีซ้ำซ้อน (Double Tax Deduction) สำหรับกิจกรรมในต่างประเทศเป็น 400,000 ดอลลาร์ (จากเดิม 150,000 ดอลลาร์)

4. ขึ้นค่าแรง หนุนแรงงานรายได้น้อย ดึงดูดแรงงานต่างชาติ

ด้านการสนับสนุนภาคแรงงาน เน้นการยกระดับรายได้ ควบคู่กับการปฏิรูประบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

  • ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (Local Qualifying Salary - LQS) ปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับพนักงานท้องถิ่น Full-time (ในบริษัทที่จ้างต่างชาติ) จาก 1,600 ดอลลาร์ เป็น 1,800 ดอลลาร์
  • ช่วยนายจ้างขึ้นเงินเดือน (PWCS) ปรับเพิ่มการสนับสนุนผ่านโครงการ Progressive Wage Credit Scheme (PWCS) โดยรัฐจะช่วยออกเงินส่วนต่างของการขึ้นเงินเดือนให้ 30% ในปีนี้ และขยายโครงการออกไปจนถึงปี 2028
  • ยุบรวมหน่วยงาน SkillsFuture Singapore และ Workforce Singapore เข้าด้วยกันเป็นหน่วยงานเดียวเพื่อให้บริการแบบ One-stop shop ทั้งเรื่องการฝึกทักษะและการหางาน
  • สนับสนุนทักษะ AI และ Mid-career ตั้งโครงการ "Level-Up" ให้เงินสนับสนุนระหว่างหยุดงานไปเรียนรู้ทักษะใหม่
  • ขยายโครงการ Senior Employment Credit ไปจนถึงปี 2027 เพื่อจูงใจให้นายจ้างยังคงจ้างงานผู้สูงอายุต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลเพิ่มการคัดกรองแรงงานต่างชาติมากขึ้น เพื่อรักษาคุณภาพและสมดุลของตลาดแรงงาน โดยรัฐบาลจะปรับขึ้นเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าต่างชาติที่เข้ามาคือคนที่มีคุณภาพสูงจริงๆ และสอดคล้องกับค่าแรงท้องถิ่นที่สูงขึ้น เช่น Employment Pass (EP) ปรับขึ้นเป็น 6,000 ดอลลาร์ และ S Pass ปรับขึ้นเป็น 3,600 ดอลลาร์

5. ออกสวัสดิการแบบมีเงื่อนไข พยุงค่าครองชีพ ต้านเงินเฟ้อ

ในส่วนของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชน หว่องยอมรับว่า คนจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าใช้จ่าย เงินเฟ้อจะชะลอตัว แต่ราคาสินค้ายังคงสูง รัฐบาลจึงเน้นออกมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น รวมถึงการออกสวัสดิการแบบมีเงื่อนไขเพื่อให้คนยังยืนได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

  • ออกโมเดล ComLink+ ที่ให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบ “มีเงื่อนไข” (Social Contract) สำหรับครอบครัวรายได้น้อย หากครอบครัวทำตามเป้าหมาย เช่น รักษางานให้มั่นคง หรือพาลูกไปโรงเรียนสม่ำเสมอ รัฐจะสมทบเงินให้ทั้งในรูปแบบเงินสดและเงินเข้ากองทุน CPF รวมมูลค่าสูงสุดถึง 10,000 ดอลลาร์ต่อปี
  • ให้เงินสดพิเศษช่วยเหลือค่าครองชีพ 200-400 ดอลลาร์ ให้กับชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้พึงประเมินไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์ และถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 1 แห่ง
  • ให้คูปอง CDC Vouchers อีก 500 ดอลลาร์ กับครัวเรือนทั้ง 1.4 ล้านแห่งในปี 2027 เพื่อใช้จับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชุมชน
  • ส่วนลดค่าสาธารณูปโภค (U-Save) สูงสุด 570 ดอลลาร์สำหรับครัวเรือน HDB

รวมถึงการสนับสนุนครอบครัว เด็ก สร้างความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่ในการสร้างครอบครัว ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สูงอายุยามเกษียณ เช่น เครดิต Child Life SG มอบเครดิตเพิ่มเติม 500 ดอลลาร์ เข้าบัญชี Child Development Account (CDA) สำหรับเด็กสิงคโปร์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายรายวัน โครงการการสมทบเงินเข้าบัญชีเกษียณสูงสุด 1,500 ดอลลาร์ ให้กับชาวสิงคโปร์อายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีเงินออมในบัญชีต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และการปรับขึ้นอัตราเงินสมทบ CPF สำหรับลูกจ้างสูงวัย เพื่อให้มีเงินเก็บมากขึ้น


ทั้งนี้ หว่อง กล่าวว่า แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพมากมาย แต่รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลัง โดยมีการคาดการณ์งบประมาณปี 2025 ว่าจะเกินดุล (Surplus) เล็กน้อยที่ 1.9% ของ GDP ซึ่งหลักการการพึ่งพาตนเองด้านกลาโหมและการเงินทั้งหมดเหล่านี้ ต้องมีรายรับรองรับ และไม่สร้างภาระให้คนรุ่นหลัง

สุดท้ายงบประมาณ 2026 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแผนการใช้จ่าย แต่คือคำมั่นว่าจะเสริมสร้างสายใยของสังคม ลงทุนในความมั่นคงและอนาคต และสร้างประเทศที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป หว่องกล่าวทิ้งท้ายการแถลง

“แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เราจะเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้อย่างมั่นคง จุดแข็งที่แท้จริงของสิงคโปร์ไม่ได้อยู่เพียงในนโยบาย แต่อยู่ในจิตวิญญาณของประชาชน เราได้ฝ่าฟันวิกฤตมาหลายครั้ง เพราะเรายืนหยัดร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว”


ที่มาข้อมูล Bloomberg  , CNBC , Singapore BUDJET 2026

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ