
สหรัฐฯ แทรกแซงเวเนซุเอลาเพื่อสกัดกั้นการลดบทบาทของดอลลาร์ฯ ในตลาดพลังงาน
การเผชิญหน้าครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐอเมริกากับเวเนซุเอลา ไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคงหรือการเมืองระหว่างประเทศตามปกติ หากแต่สะท้อนเส้นแดงที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ประเทศใดก้าวข้าม นั่นคือ ความพยายามลดอำนาจผูกขาดของ “สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” ในตลาดพลังงาน ที่สั่นคลอนไปถึงอำนาจทางการค้าและการเมืองในระบบโลก
เวเนซุเอลา ในฐานะประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลับกลายเป็นสนามทดลองให้โลกได้เห็นว่า การท้าทายอำนาจทางการเงินของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ต้องแลกมาด้วยต้นทุนระดับใด ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง
เบื้องหลังความตึงเครียดนี้ คือ ความเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ ตั้งแต่การหันไปใช้เงินหยวนและสกุลเงินทางเลือก ไปจนถึงการใช้ Stablecoin ในการค้าพลังงาน การเข้าหากลุ่ม BRICS และการพูดถึงระเบียบการเงินโลกใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ De-Dollarization ที่ไม่ได้คุกคามแค่เศรษฐกิจ แต่กระทบโดยตรงต่ออำนาจเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ฉายภาพให้เห็นว่าทำไม “น้ำมัน” ถึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่รอดของ “สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” สองสิ่งนี้ผูกโยงกันมาอย่างยาวนานจนก่อร่างสร้างระบบที่เรียกว่า “ระบบเปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) เครื่องมือที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก และเป็นเหตุผลหลักของการโจมตีเวเนซุเอลาเพื่อรักษาอิทธิพลของตนเอง
ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวว่า ทั้งสองเรื่องนี้มีความผูกโยงเชื่อมโยงกันมาอย่างยาวนาน หากย้อนกลับไปดูระเบียบการค้าและการเงินของโลกในยุคก่อนจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งแกร่งขึ้นพร้อมๆ กับสถานะความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา
ย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาได้สร้างระบบการเงินโลกขึ้นมา ซึ่งเรียกกันว่า “ระบบเบรตตันวูดส์” (Bretton Woods System) โดยนำเงินดอลลาร์สหรัฐไปผูกกับทองคำและให้สกุลเงินอื่นๆ ของโลกผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐอีกทอดหนึ่ง ระบบนี้ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก
อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวสิ้นสุดลงในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เมื่อสหรัฐอเมริกาตัดสินใจยกเลิกการผูกเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองคำ ซึ่งทำให้โลกเข้าสู่ยุคเงินลอยตัว แต่หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาก็ได้สร้างหลักประกันใหม่ให้กับสกุลเงินของตนเอง นั่นคือการนำเงินดอลลาร์สหรัฐไปผูกโยงกับ “น้ำมัน”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังวิกฤตราคาน้ำมันในปี 1973 ซึ่งมีสาเหตุจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับหรือที่เรียกว่า สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) โดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตกไปสนับสนุนอิสราเอล ทำให้กลุ่มประเทศอาหรับไม่พอใจจึงประกาศไม่ขายน้ำมันให้และขึ้นราคาน้ำมันจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตะวันตกอย่างรุนแรง จากนั้นเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตดังกล่าว สหรัฐฯ จึงแก้ปัญหาด้วย 3 วิธีหลัก คือ
จากนั้นการค้าขายน้ำมันระดับโลกจึงถูกกำหนดด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประเทศต่างๆ ต้องถือเงินดอลลาร์เพื่อซื้อขายน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สร้างให้ความต้องการเงินดอลลาร์ยังคงมีอย่างมหาศาลและทำให้อำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ เพราะตราบใดที่น้ำมันถูกซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงินนี้ก็จะยังมีมีอิทธิพลครอบงำระบบเศรษฐกิจโลก
ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โลกไม่ได้มีมหาอำนาจเพียงขั้วเดียวอีกต่อไป นำโดย “จีน” และ “รัสเซีย” ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติของระบบการเงินและสกุลเงิน ตัวอย่างเช่น จีนและรัสเซียที่พยายามส่งเสริมการค้าขายโดยใช้สกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินหยวน เงินรูเบิล หรือสกุลเงินท้องถิ่น
กระบวนการนี้ส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์โดยตรงและทำให้หลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ซึ่งนำไปสู่การรวมกลุ่มของประเทศใน “กลุ่ม BRICS” กลุ่มความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลัก 5 ประเทศ ได้แก่ Brazil (บราซิล), Russia (รัสเซีย), India (อินเดีย), China (จีน), และ South Africa (แอฟริกาใต้) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง การทูต และคานอำนาจกับมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความพยายามในการสร้างระเบียบการเงินและการค้าทางเลือกใหม่ ตลอดจนการพัฒนาสกุลเงินใหม่ในอนาคต
สำหรับปฏิบัติการพิเศษเพื่อเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐอเมริกาผ่านคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ผศ.ดร.มาโนชญ์ มองว่า เหตุผลหลักในการแทรกแซงครั้งนี้ไม่ใช่เพราะสหรัฐฯ ต้องการเข้าคุมน้ำมันรวมถึงระบบห่วงโซ่อุปทานในเวเนซุเอลาเพียงอย่างเดียว แต่คือการ “สกัดกั้นอิทธิพลของจีน” และ “ป้องกันการบั่นทอนระบบเปโตรดอลลาร์” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของอำนาจ หลังจากเวเนซุเอลาในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลมีท่าทีชัดเจนใน การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-Dollarization)
รวมไปถึงการหันไปพึ่งพารัสเซียและจีน โดยเฉพาะจีนที่เป็นผู้ซื้อน้ำมันอันดับหนึ่งของเวเนซุเอลา และในหลายกรณีที่มีการใช้สกุลเงินอื่นๆ เช่น เงินหยวน ยูโร หรือรูเบิล รวมถึงสกุลเงินคริปโตเคอเรนซีในการชำระเงินแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนการพัฒนาช่องทางชำระเงินโดยตรงกับจีน โดยไม่พึ่งพาระบบชำระเงินระหว่างประเทศอย่าง SWIFT
ท่าทีเหล่านี้ทำให้สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพาการชำระด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง และทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นประเด็นสำคัญในสายตาของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเวเนซุเอลาอยู่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็น “หลังบ้าน” ของตนเอง
ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวว่า กรณีนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ "กรณีของลิเบีย" ในยุคของมูอัมมาร์ กัดดาฟี ซึ่งเป็นผู้นำที่พยายามผลักดันการสร้างระบบการเงินใหม่ รวมถึงแนวคิดเรื่องสกุลเงินร่วมของแอฟริกาที่มีทองคำหนุนหลังอย่าง “ดีนาร์ทองคำ” สำหรับใช้ในการค้าขายน้ำมันเพื่อลดอิทธิพลของเงินดอลลาร์ในทวีปแอฟริกา แต่ท้ายที่สุดก็ถูกโค่นล้มลง ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ความพยายามท้าทายระบบดอลลาร์สหรัฐ
ในกรณีของเวเนซุเอลา แม้จะไม่ได้พยายามสร้างระบบการเงินใหม่โดยตรง แต่เป็นความพยายามเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผ่านการใช้สกุลเงินทางเลือก การเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง BRICS และการเป็นพันธมิตรกับประเทศที่เป็นแกนนำของกระบวนการ De-Dollarization ในระดับโลก
โดยข้ออ้างที่สหรัฐฯ ใช้ในการปฏิบัติการกับเวเนซุเอลา คือ เรื่องยาเสพติดและการก่อการร้าย ซึ่งในความเป็นจริงแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมัน แต่ข้ออ้างนี้ทำหน้าที่เป็น “ใบเบิกทาง” ให้สหรัฐฯ สามารถใช้กำลังทหารได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา ภายใต้กฎหมายพิเศษเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย
ผศ.ดร.มาโนชญ์ มองว่า การใช้เครื่องมือทางทหาร คือ การใช้อำนาจแข็ง (Hard Power) ซึ่งมักถูกใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย หากสหรัฐฯ มีทางเลือกอื่นก็คงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นชัดว่า ระบบเปโตรดอลลาร์กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักและกำลังอยู่ในภาวะเสื่อมถอย และอาจเป็นสัญญาณว่า “น้ำมัน” คือ หลักค้ำสุดท้ายของเงินดอลลาร์ในระบบโลกปัจจุบัน
“สหรัฐฯ อาจไม่มีทางเลือกอื่นในการแข่งกับจีนและรัสเซียแล้ว จึงต้องใช้วิธีนี้เพื่อพยุงระบบเปโตรดอลลาร์ต่อไป แม้ภาพลักษณ์จะติดลบเรื่องการรุกราน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการแสดงแสนยานุภาพ ความแม่นยำ และความรวดเร็วของปฏิบัติการทางทหารเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่ให้ประเทศอื่นเดินตามเวเนซุเอลา”
การบุกเวเนซุเอลาในครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนถึงแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของอิทธิพลทางการเงินที่สหรัฐฯ เคยครอบงำโลกมาอย่างยาวนาน
อำนาจที่แท้จริงของเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้อยู่แค่การเป็นเงินสำรอง แต่อยู่ที่การควบคุมระบบชำระเงินโลก เช่น SWIFT ธนาคารตัวกลาง หรือระบบเคลียร์ริ่งระหว่างประเทศ ทำให้สหรัฐฯ สามารถคว่ำบาตรประเทศภายใต้ระบบเหล่านี้ได้ ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศจำนวนมากหันมาสร้างทางเลือกชำระเงินเพื่อป้องกันตัวเอง เร่งหาทางหนีจากดอลลาร์และลดการสำรองเงินดอลลาร์สหรัฐ
ยกตัวอย่าง ระบบ CIPS (Cross-Border Interbank Payment System) ระบบชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดนของประเทศจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการโอนเงินและชำระบัญชีในสกุลเงินหยวน (RMB) รวมถึงการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดระเบียบการเงินและการค้าใหม่อย่าง BRICS ที่หลายประเทศเริ่มมองว่าเป็นพื้นที่ทดลองของระบบโลกใหม่ กล่าวคือ ยิ่งมีทางเลือกมากเท่าไร พลังคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ยิ่งลดลง
ทั้งนี้สิ่งที่น่ากังวล คือ “ปรากฏการณ์โดมิโน” ที่อาจเกิดขึ้นในแถบลาตินอเมริกา ซึ่งหลายประเทศเริ่มโน้มเอียงไปทางกลุ่ม BRICS รวมถึงประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แร่ หรือทองคำ กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสินใจสำคัญของระเบียบโลกใหม่
ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวว่า ประเทศจำนวนมากไม่ได้เลือกเดินออกจากเงินดอลลาร์แบบตรงไปตรงมา แต่ควรพิจารณายุทธศาสตร์ถ่วงดุลมากกว่าการเลือกข้าง ใช้เงินดอลลาร์ควบคู่กับสกุลเงินทางเลือก โดยไม่ผูกตัวเองกับสหรัฐฯ เพียงขั้วเดียว รวมถึงขยายความสัมพันธ์ไปยังจีนและรัสเซีย เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ ประเทศในแถบตะวันออกกลาง จากเดิมที่พึ่งพาสหรัฐฯ เกือบเบ็ดเสร็จ วันนี้หลายประเทศไม่ได้ตัดขาดสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ฝากอนาคตไว้กับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตามใครจะหนีจากดอลลาร์ ต้องมีหลักประกันความมั่นคงเพราะ บทเรียนสำคัญจากเวเนซุเอลา ทำให้เห็นแล้วว่าการท้าทายระบบดอลลาร์นั้นเท่ากับท้าทายอำนาจความมั่นคงของสหรัฐฯ ใครก็ตามที่คิดจะหลุดออกจากระบบดอลลาร์ ต้องเตรียมรับแรงกระแทกทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว การขยายบทบาทของ BRICS การผลักดันเงินหยวนในตลาดพลังงาน และความพยายามลดบทบาทของระบบเปโตรดอลลาร์ จากจุดนี้เองคำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกจะเดินสู่ De-Dollarization หรือไม่ แต่คือ ประเทศอื่นๆ จะวางตัวอย่างไรต่อในวันที่การเปลี่ยนขั้วทางการเงินกลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับมหาอำนาจ
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -