รัฐบาลเปิดเกมเร่ง ดึงจีนลงทุนไทย เปิดมุมคิด นักเศรษฐศาสตร์ ทำอย่างไร มีผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

Economics

Global Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

    รัฐบาลเปิดเกมเร่ง ดึงจีนลงทุนไทย เปิดมุมคิด นักเศรษฐศาสตร์ ทำอย่างไร มีผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    Date Time: 19 ต.ค. 2566 16:49 น.

    Video

    Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

    Summary

    เปิดมุมคิด นักเศรษฐศาสตร์ “ดร.นณริฏ พิศลยบุตร” เมื่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามอิสราเอล ตะวันออกกลาง แหล่งผลิตน้ำมัน กำลังเขย่าทิศทางโลก แล้วเศรษฐกิจไทยจะเดินอย่างไร? มองนโยบาย รัฐบาลเร่งเกม ดึงดูดต่างชาติลงทุนไทย มาถูกทาง แต่ถ้าไม่อยากเสียของ อย่ามองแค่เม็ดเงิน ขณะระยะหน้า ยังสุ่มเสี่ยง ไม่เห็นด้วย “แจกเงินดิจิทัล”

    Latest


    งานหนักของรัฐบาล ในแง่เศรษฐกิจ เวลานี้ คงไม่ใช่แค่การเดินหน้า ฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ให้พลิกกลับมาเป็นบวก สำหรับสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะ ชาวจีน และหาทางผลักดันการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งรายได้ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP อย่างยั่งยืน เท่านั้น 

    แต่การเดินหน้าพบปะ นักลงทุน เชื่อมต่อการค้าระหว่างประเทศ และเชื้อชวนให้นักลงทุนจีน และผู้มีทักษะ เข้ามาลงทุน และทำงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ด้วยคำว่า “ประเทศไทยเปิดแล้ว” ก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน  

    ภาพสะท้อน “ไทยจีน เราเป็นพี่น้องกัน” ถูกเอ่ยออกมาจากนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ระหว่าง การเดินทางเยือนจีน และร่วมประชุมระดับสูงของ Belt and Road Forum และก่อนหน้า ยังได้หารือกับเอกชนรายใหญ่ของจีนอีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม CITIC, CRRC Group, Ping An, XIAOMI และ Alibaba 

    ซึ่งเป็นทั้งบริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยอยู่ก่อนแล้วและกลุ่มที่ไทยมุ่งหวังอยากให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม ภายใต้ข้อมูลปัจจุบัน จีน ได้เป็นผู้ลงทุนมากที่สุดในไทยกว่าหนึ่งแสนล้านหยวน ในภาคธุรกิจยานยนต์ โดยเฉพาะ EV เครื่องจักร และเครื่องไฟฟ้า

    ดึงดูดการลงทุน มีประโยชน์ แต่ต้องถูกกลไก

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยกับ ThairathMoney ว่า แนวทางผลักดันเศรษฐกิจไทย ผ่านรูปแบบ ดึงดูด การลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) นับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่อาจใช้กลไกแบบเดิมๆ ไม่ได้ ภายใต้ความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก 

    จุดที่น่าเป็นห่วงสำหรับ เศรษฐกิจไทย คือ ทุกๆ ครั้ง หลังจากที่ผ่านวิกฤติแต่ละครั้ง เศรษฐกิจไทยจะเติบโตลดลง ย้อนไป ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทย สามารถเติบโตได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 7-8% แต่หลังปี 2540 จีดีพี โตอยู่ในระดับ 4-5% 

    ขณะหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์/ซับไพรม์ ช่วงปี 2550 เศรษฐกิจไทย จะมีอัตราการเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 3.6% ก่อนมาเจอกับวิกฤติโควิดอีกครั้ง ช่วงปี 2563 และฟื้นตัวขึ้นมาได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จีดีพี เฉลี่ยเติบโตราว 3% 

    ภาพข้างต้น สะท้อนว่า เราไม่สามารถเติบโต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้ด้วยวิธีแบบเดิมๆ แต่ต้องหากลไกใหม่ๆ มาเป็นแรงสนับสนุน เช่น การพาตัวเอง เข้าไปอยู่ในตัวแปรอนาคตของโลก อย่างเรื่อง Net Zero เป้าหมาย การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งนับเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่จะกำหนดกติกาทางการค้าของโลก ไทยเองต้องหาทางเชื่อมให้ได้ อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ที่เราพยายามตั้งตัวเองเป็นฮับฐานการผลิตของภูมิภาค ก็ถือว่าเดินทางถูกทาง

    อุตสาหกรรม เทรนด์จ้างงานน้อยลง 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ อย่างที่ระบุ ว่าโจทย์เปลี่ยนไป เนื่องจากเดิม การเข้ามาของเงินลงทุนต่างชาติ ทำให้ไทยได้ประโยชน์ เพิ่มแหล่งจ้างงาน เพิ่มรายได้ ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ แต่ยุคนี้ อุตสาหกรรมต่างๆ มีความต้องการใช้แรงงานน้อยลง พบคลังสินค้าขนาดใหญ่ หันเป็นใช้หุ่นยนต์นับพันตัว ทดแทนแรงงานคน 

    ฉะนั้น บริบทของการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ เราจะได้รับประโยชน์น้อยลง หรือ มองแค่เม็ดเงินลงทุนเริ่มต้นไม่ได้อีกต่อไป ไม่อยากให้รัฐบาล มองแค่ประโยชน์ จากค่าเช่าที่ดิน ค่าน้ำ ค่าไฟ เมื่อก่อน แต่ต้องหากลไก ให้ไทยได้ประโยชน์มากกว่านั้น 

    ดร.นณริฏ ยกตัวอย่าง เช่น หากประเทศไทย มุ่งขับเคลื่อน เป็นฮับรถ EV อาจต้องไม่ใช่ เป็นพื้นที่ศักยภาพ รองรับการเข้ามาตั้งโรงงานเท่านั้น แต่ต้องเป็น 1 ในห่วงโซ่การผลิตนั้นให้ได้ เช่น การผันตัวเองเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ ชิ้นส่วนการผลิต เพื่อเสิร์ฟโรงงานต่างๆ ดังกล่าว ไทยถึงจะได้ประโยชน์มากขึ้น 

    หวั่นสงครามอิสราเอลยืดเยื้อ กระทบเส้นทางค้าโลก 

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน โลกกำลังสุ่มเสี่ยง และเปราะบางมากขึ้น จากสงครามอิสราเอล ที่ส่อเค้าลุกลาม ขยายวงกว้างความขัดแย้ง เริ่มไปถึง เลบานอน และมีความกังวลกันว่า จะแผ่ไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ซึ่งเดิม ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัดแค่ อิสราเอล และ ปาเลสไตน์ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจาก ภูมิภาคตะวันออกกลาง อยู่ในฐานะตลาดการค้าที่สำคัญของไทย และมีกำลังซื้อสูง 

    อีกทั้ง ภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นแหล่งผลิต พลังงานใหญ่ของโลก เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมัน ที่จะมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความเสี่ยง หากมีการปิด “คลองสุเอซ” ใกล้กับ อียิปต์ เส้นทางเชื่อมการค้าโลกที่สำคัญ คงเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง นี่ยังไม่นับความสุ่มเสี่ยง จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่จบสิ้น 

    ทั้งนี้ ประเด็นสงคราม กับคู่ขัดแย้งต่างๆ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ในรูปแบบ Proxy War หรือ สงครามตัวแทน จากการพยายาม ช่วงชิงความเป็นใหญ่ของชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่ไม่ได้สู้รบกันโดยตรง และขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังปัญหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึง ประเทศไทยด้วย 

    เสี่ยงเกินไป “แจกเงินดิจิทัล”  

    ฉะนั้น ในภาวะเปราะบางเช่นนี้ ประเทศไทย ต้องใช้หลักการบริหารประเทศ และเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ ไม่ก่อหนี้เพิ่ม โดยเป้าหมายที่ก่อนหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 จะเติบโตได้ราว 3.6% นั้น ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ มองว่ามีความเหมาะสมแล้ว เพราะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง อาจทำให้เงินปัญหาเงินเฟ้อ ตามมา


    นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ยังอยากคัดค้านการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาล เพื่อเป้าหมายกระตุ้น GDP ให้เติบโตหลัก 4% เพราะบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องกระตุ้นด้วยเม็ดเงินมหาศาล มากถึง 5.6 แสนล้านบาท อีกทั้ง GDP ที่ถูกกระชากขึ้นมาแรงๆ ผันผวน จะทำให้มีปัญหาตามมา ยิ่งในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอ่อนแอ ยิ่งต้องระมัดระวัง แต่เมื่อไร เศรษฐกิจ จำเป็นต้องถูกกระตุ้นการบริโภค การหวนนำนโยบายดังกล่าวกลับมาใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร... 


    Author

    กองบรรณาธิการ

    กองบรรณาธิการ