
เหตุยิงถล่มโรงพยาบาลในกาซ่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 ราย ยิ่งตอกย้ำ ความน่ากังวล เกี่ยวกับ ข่าวสงครามอิสราเอล ที่กำลังสร้างความหวาดหวั่น ให้กับทิศทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก เพราะไม่ใช่แค่ เกิดเหตุโจมตี ปะทะสู้รบกันระหว่าง อิสราเอล-ฮามาส เท่านั้น แต่ขณะนี้ เริ่มมีการประท้วงแสดงความไม่พอใจ การกระทำของคู่ขัดแย้งในหลายประเทศ
ผลกระทบที่ต้องจับตาก็คือ กลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพา การนำเข้า “น้ำมัน” จากตะวันออกกลาง และประเทศ ที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ ขณะภูมิภาคเอเชีย รวมถึง ประเทศไทย ถูกมอง จะได้รับผลกระทบมากสุด หากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ลุกลามรุนแรง และยืดเยื้อ จากทิศทางราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลก ที่เริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีรายงานล่าสุด ว่า น้ำมันดิบตลาดโลกซื้อขายในเอเชีย พุ่งขึ้นเกือบ 3% เคลื่อนไหวเฉียด 92 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนบทวิเคราะห์เศรษฐกิจของหลายสำนัก ยังประเมินตรงกันว่า การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ฮามาส กำลังสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก นอกจากเรื่องราคาน้ำมัน ยังมีประเด็นทิศทาง เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่ต้องกังวลเพิ่มเติมด้วย
ล่าสุด แม้ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) จะประเมินว่า เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อย่างไรเสีย GDP โลก ปี 2023 คงเติบโตได้ต่ำ พร้อมทั้ง ได้ปรับลดการคาดการณ์ปี 2024 ลงจากเดิม 3% เหลือ 2.9% ก็เนื่องจาก เศรษฐกิจสหรัฐ และจีน ยังมีปัญหา และโลกยังคงได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุดในรอบกว่าทศวรรษในประเทศสำคัญของโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ผันผวน วิกฤติอสังหาริมทรัพย์จีน ยังเสี่ยงต่อไป
สำหรับประเด็นสงครามอิสราเอส-ฮามาส วิจัยกรุงศรี ของไทย ระบุ แม้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าเหตุรุนแรงดังกล่าวจะกระทบเศรษฐกิจโลกเพียงใด แต่ IMF หวั่นว่า หากสถานการณ์รุนแรงจนทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 10% จะกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลกประมาณ 0.15% และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4%
“สงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลให้การคาดการณ์ทิศทางราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4 มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของสงครามว่าจะอยู่ในวงจำกัดหรือขยายขอบเขตไปทั่วภูมิภาคของตะวันออกกลาง"
ทั้งนี้ กรณีที่ความขัดแย้งไม่ลุกลามคาดว่า ราคาพลังงาน มีแนวโน้มปรับขึ้นในกรอบจำกัดและไม่กระทบ อัตราเงินเฟ้อมากนัก และนโยบายการเงินของประเทศขนาดใหญ่ต่างๆ คงไม่เปลี่ยนแปลงจากทิศทางเดิม
แต่ หากกรณีที่สงครามอิสราเอล-ฮามาส มีการขยายขอบเขตไปสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางจนส่งผลให้ราคาของน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนทิศทางของนโยบายการเงินเร็วกว่าประเมินไว้ ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น
ส่วนผลกระทบสงครามล่าสุด กับประเทศไทยนั้น ด้วยความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาสยังมีความไม่แน่นอนสูง และมีความเป็นไปได้ ที่สถานการณ์เลวร้าย วิจัยกรุงศรี ชี้ว่า ปัจจัยนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคการค้า การลงทุนของไทย และต้นทุนการผลิตผ่านปัญหาด้านการขนส่งและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ซ้ำเติม การลงทุนภาคเอกชนของไทยในปีนี้ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และเติบโตต่ำ แม้มีสัญญาญเชิงบวกอยู่บ้าง จากยอดขอรับส่งเสริมฯ ที่เพิ่มขึ้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 (เดือนมกราคม-สิงหาคม) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 1,375 โครงการ เพิ่มขึ้น 33% และมีมูลค่าเงินลงทุน 465,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47%
แต่ เศรษฐกิจภาพรวม ยังมีปัจจัยลบจากภาคส่งออกที่ยังอ่อนแอ ตามภาวะการค้าโลก ยิ่งทำให้ ประเทศไทย ต้องติดตาม ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในอิสราเอล อย่างใกล้ชิด