
เมื่อวันพุธที่ 20 กันยายน (ตามเวลาสหรัฐฯ) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี นับเป็นการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในปีนี้ หลังจากทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 11 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565
คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ระบุในแถลงการณ์ว่า ตัวชี้วัดล่าสุดบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวในอัตราที่มั่นคง แม้การจ้างงานจะยังแข็งแกร่ง แต่เริ่มชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
สำหรับการคาดการณ์ Dot Plot คณะกรรม 12 จาก 19 เสียง มีมติเห็นชอบในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟด อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2566 อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5.50-5.75% ก่อนทยอยปรับลดลงในปี 2567-2569 ทำให้ ณ สิ้นปี 2567-2569 ค่ากลางอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5.1 3.9 และ 2.9 ตามลำดับ
หลังการประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ยังคงเน้นย้ำถึงเป้าหมายการลดเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ในระดับ 2%
“เฟด พร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามความเหมาะสม และเราตั้งใจที่จะคงนโยบายไว้ในระดับที่เข้มงวดจนกว่าเราจะมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลงอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของเรา”
นอกจากนี้เฟด ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัว GDP สหรัฐฯ ในปี 2566-2567 สู่ระดับ 2.1% จากระดับ 1.0% และระดับ 1.5% จากระดับ 1.1% ตามลำดับและคาดว่าในปี 2568-2569 การจะมีการเติบโตของ GDP อยู่ที่ระดับ 1.8% ต่อปี
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ มีการปรับคาดการณ์ลงสู่ระดับ 3.7% จาก 3.9% และคงคาดการณ์ปี 2567 ไว้ที่ 2.6% ทั้งนี้เฟดยังมีมุมมองที่ดีกับเงินเฟ้อ ว่าจะปรับลดลงในปี 2568-2569 สู่ระดับ 3.9 และ 2.9 ตามลำดับ
สำหรับอัตราการว่างงานในปีนี้ มีการปรับคาดการณ์ลงสู่ระดับ 3.8% และ 4.1% ในปี 2567-2568 ก่อนจะลดลงในปี 2569 สู่ระดับ 4.0%
อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาผลการประชุม FOMC ครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค-1 พ.ย นี้
อ้างอิง