
อิเกีย ครบ 15 ปี ปรับเกมขยายตลาดไทย เน้นสโตร์เล็กจับมือพันธมิตร เล็งเปิดเพิ่ม 1-2 แห่ง ดันออนไลน์แตะ 40% เร่งแก้ต้นทุนขนส่ง พร้อมชะลอเมกะโปรเจกต์รังสิตไปหลังปี 2030
ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทยและเวียดนาม เปิดเผยว่า แม้นโยบายระดับโลกของอิเกียไม่ได้มุ่งเน้นการขยายสาขาในช่วงนี้ แต่ตลาดไทยยังมีโอกาสเติบโตจากการพัฒนาโมเดลสโตร์ต้นทุนต่ำร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้สามารถขยายสาขาได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างสโตร์ขนาดใหญ่ทุกครั้ง
การสร้างสโตร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 25,000 ตารางเมตรขึ้นไปต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยสโตร์ขนาดใหญ่เช่นที่อิเกีย บางนา มีขนาดพื้นที่ 44,000 ตารางเมตร และอิเกีย บางใหญ่ พื้นที่ 50,278 ตารางเมตร
ขณะที่สโตร์ขนาดเล็ก เช่น สาขาขอนแก่นที่มีพื้นที่ประมาณ 800 ตารางเมตร และเชียงใหม่ประมาณ 700 ตารางเมตร ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ได้เร็วขึ้น หากตลาดเติบโตยังสามารถขยายพื้นที่ในอนาคตได้
อิเกียมองว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับเวลา จึงต้องมีรูปแบบบริการหลายขนาด ตั้งแต่สโตร์ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ไปจนถึงช่องทางดิจิทัล โดยสโตร์ขนาดเล็กยังทำหน้าที่ให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าและทดลองก่อนตัดสินใจซื้อ รวมถึงให้บริการวางแผนและออกแบบห้องครัวและตู้เสื้อผ้า
สำหรับแผนระยะ 2-3 ปี หรือภายในปี 2029 อิเกียคาดว่าจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 1-2 แห่ง โดยมีแนวทางร่วมมือกับพันธมิตร เช่น โลตัส, ดีแคทลอน และเซเว่น อีเลฟเว่น พัฒนาพื้นที่ค้าปลีกร่วมกันในรูปแบบ Micro-Destination เพื่อแบ่งปันกลุ่มลูกค้าและลดภาระการลงทุน
ส่วนสาขาภูเก็ตซึ่งเปิดให้บริการมาแล้ว 10 ปี อยู่ระหว่างเตรียมย้ายและขยายพื้นที่จากปัจจุบันประมาณ 2,000 ตารางเมตร เป็น 10,000-12,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดได้ราวปี 2029
นอกจากนี้ อิเกียมีเป้าหมายระยะยาวต้องการขยายสโตร์ขนาดเล็กให้ได้ถึง 10 แห่งทั่วประเทศ แต่การขยายต้องสอดคล้องกับความพร้อมของระบบขนส่งและโครงข่ายโลจิสติกส์
“ความฝันของฉันคืออยากเคาะตัวเลขเปิดสโตร์ขนาดเล็กนี้ให้ได้สัก 10 แห่งทันทีในตอนนี้เลย แต่ฉันคงวิ่งเร็วกว่าทีมงานรอบตัวไม่ได้ เพราะความท้าทายของสโตร์เล็กคือไม่มีแวร์เฮาส์ ต้นทุนโลจิสติกส์สูง เราจึงต้องค่อยๆ วางเส้นทางขนส่งหลัก(Trunk Lines) และจับมือกับพาร์ตเนอร์อย่างชาญฉลาด เพื่อให้เข้าถึงคนไทยได้มากขึ้น” ลีโอนี่กล่าว
ลีโอนี่กล่าวถึงโครงการอิเกีย รังสิตว่า บริษัทยังคงถือครองที่ดินอยู่ โดยแผนพัฒนาสโตร์ดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังปี 2030 เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเตรียมการ โดยพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่าเมกาซิตี้ บางนา และมีแนวคิดพัฒนาเป็นสโตร์แห่งที่ 3 ในกรุงเทพฯ พร้อมศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้า (Fulfillment) เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังขึ้นอยู่กับจังหวะตลาดและภาวะเศรษฐกิจ โดยบริษัทต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจนขึ้นก่อน ก่อนตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่
ผู้บริหารอิเกียมองว่า แม้เศรษฐกิจจะยังไม่คึกคัก แต่ยังเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้จ่ายกับบ้านมากขึ้น ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวลดลง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ผู้คนต้องการให้บ้านเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าอยู่ จึงหันมาปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจสินค้าและของตกแต่งบ้าน
สำหรับช่วงต้นปีงบประมาณใหม่ ธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หลังจากนั้นเริ่มฟื้นตัวได้ดี โดยบริษัทพอใจกับผลการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณนี้
อีกโจทย์สำคัญของการขยายสโตร์ขนาดเล็กคือการจัดส่งสินค้า เนื่องจากสาขาขนาดเล็กไม่มีคลังสินค้าในตัว ทำให้ต้นทุนขนส่งและการจัดการคำสั่งซื้อสูง อิเกียจึงวางเส้นทางขนส่งหลัก 5-6 เส้นทางทั่วประเทศ
พร้อมใช้พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ ทั้ง LF Logistics และ M-World สำหรับสินค้าชิ้นใหญ่และบริการประกอบติดตั้ง MuvMi และ Mover สำหรับขนส่งในกรุงเทพฯ รวมถึงไปรษณีย์ไทยสำหรับพัสดุขนาดเล็ก
บริษัทเตรียมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเปิดจุดรับสินค้า (Collection Points) ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในจังหวัดที่ยังไม่มีสโตร์ เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์และไปรับสินค้าเอง ช่วยลดภาระค่าจัดส่งและเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าต่างจังหวัด
ลีโอนี่กล่าวว่า สัดส่วนยอดขายออนไลน์ของอิเกียเพิ่มจากประมาณ 3% ในช่วงปี 2018-2019 เป็น 28-30% ในช่วงที่เกิดโควิด-19 และปัจจุบันอยู่ที่ 26-28% หลังลูกค้ากลับมาใช้บริการหน้าร้านมากขึ้น โดยสาขาต่างจังหวัดมีสัดส่วนยอดขายออนไลน์สูงกว่าค่าเฉลี่ย บริษัทจึงเตรียมระบบรองรับยอดขายออนไลน์ที่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 35-40% ในอนาคต ควบคู่กับการรักษาบทบาทของสโตร์จริง
ปัจจุบัน อิเกียมีสาขารวม 6 แห่ง ได้แก่อิเกีย บางนา, บางใหญ่, ภูเก็ต, สุขุมวิท, เชียงใหม่และขอนแก่นซึ่งเป็นสาขาใหม่ล่าสุด และเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนไทย
ในโอกาสครบรอบ 15 ปี อิเกียเปิดตัวสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษที่นำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาผสมกับดีไซน์ของแบรนด์ อาทิ ถุงเท้า “Lost and Found” ที่ออกแบบให้เลือกซื้อแยกข้างได้ 4 แบบ แก้ปัญหาถุงเท้าหายไปหนึ่งข้าง พร้อมกำหนดหมายเลขบนถุงเท้าเพื่อช่วยจับคู่
รวมถึงกระเป๋าผ้า “A Place for Every Journey” ที่นำเสนอเรื่องราวของ 6 เมืองที่มีสโตร์อิเกีย ผ้าโพกหัวและถุง Frakta ในคอลเล็กชั่น “Every Version of You” ตลอดจนเข็มกลัดและพวงกุญแจในชุด “Small Things. Big Meaning” ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย สินค้าทั้งหมดเริ่มวางจำหน่ายแล้วที่สโตร์และช่องทางออนไลน์จนกว่าสินค้าจะหมด
ส่วนทิศทางธุรกิจในปีงบประมาณ 2570 อิเกียเตรียมเดินหน้าแคมเปญ “Every Version of You” ภายใต้แนวคิด “เก็บบ้านให้เป็นเรา” (Make Space for What You Love) เน้นสินค้าและบริการด้านการจัดเก็บและจัดระเบียบบ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแต่ละวัย
ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าราคาคุ้มค่าและเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดสโตร์แห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น ขยายการให้บริการสู่ตลาดต่างจังหวัด