
ซีพีแอ็กซ์ตร้า ทรานส์ฟอร์มธุรกิจค้าส่งแม็คโครสู่ Omni Retailer ใช้ Retail Tech เชื่อมหน้าร้าน และออนไลน์ พร้อมดันยอดขาย Makro PRO แตะ 100,000-110,000 ล้านบาท ในปีนี้ จาก 72,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายออนไลน์จาก 35% เป็น 40% ในปีหน้า ควบคู่ขยายเทคโนโลยีและบริการครบวงจร สนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจ HoReCa ให้บริหารจัดการธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังโควิด-19 พฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้าของผู้ประกอบการเปลี่ยนไป โดยเฉพาะร้านอาหารที่หันมาสั่งวัตถุดิบและเติมสต็อกผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
จากเดิมยอดขายออนไลน์ผ่าน MakroClick ในรูปแบบ Click and Collect มีสัดส่วนไม่ถึง 10% หลังรวมแพลตฟอร์มเป็น Makro PRO สัดส่วนยอดขายออนไลน์ของแม็คโครเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 35% ของยอดขายรวม และตั้งเป้าขยับเป็น 40% ในปีหน้า
ปีที่ผ่านมา Makro PRO มียอดขาย 72,000 ล้านบาท คาดปีนี้เพิ่มเป็น 100,000-110,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่าได้รับการจัดอันดับจากยูโรมอนิเตอร์ เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B แบบ First-Party อันดับ 1 ในอาเซียน และตั้งเป้าก้าวสู่หนึ่งในสองแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของไทย
นายธนิศร์กล่าวว่า การเติบโตของ Makro PRO ทำให้แม็คโครต้องเร่งพัฒนาระบบหลังบ้าน เพื่อรองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วงแรก MakroClick ใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ ซึ่งไม่สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้เต็มที่ และมีปัญหาระบบขัดข้องเมื่อยอดขายอยู่ในระดับ 15-20 ล้านบาท
ปัญหาที่เกิดขึ้นยังรวมถึงการจัดส่งสินค้าล่าช้า บางครั้งสั่งวันจันทร์แต่ได้รับสินค้าวันศุกร์ หรือได้รับสินค้าไม่ครบ ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตรวจรับและจัดการสต็อก
ซีพี แอ็กซ์ตร้าจึงลงทุนพัฒนาระบบขึ้นเองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งการจัดการคำสั่งซื้อและการวางแผนเส้นทางขนส่ง รวมถึงใช้เครื่องมือช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น Cursor และ CodeX เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงาน
นายธนิศร์กล่าวว่า แม้ผู้ประกอบการจะหันมาสั่งซื้อสินค้าประจำผ่านออนไลน์มากขึ้น แต่หน้าร้านแม็คโครยังมีความสำคัญ เพราะลูกค้ายังคงเข้ามาเลือกซื้อสินค้าใหม่ ดูวัตถุดิบ และหาไอเดียเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นคือการเข้าร้านเพื่อค้นหาและทดลอง ขณะที่การสั่งซื้อสินค้าประจำวันย้ายไปอยู่บน Makro PRO
แม็คโครจึงปรับบทบาทจากผู้ค้าส่งแบบเดิม สู่การเป็น Omni Retailer ที่เชื่อมต่อการซื้อสินค้าทั้งหน้าร้านและออนไลน์ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี ระบบสต็อก และการจัดส่งให้รองรับลูกค้าทั้งกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วไป
ปัจจุบันลูกค้า B2B มีสัดส่วนประมาณ 65-70% ของยอดขายแม็คโคร โดยกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง (HoReCa) กลายเป็นลูกค้าสำคัญ และมียอดขายแซงหน้ากลุ่มร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยแล้ว
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการขยายระบบ Pro POS หรือ Smart POS จากร้านโชวห่วยไปสู่ธุรกิจร้านอาหารและ HoReCa โดยพัฒนาฟังก์ชันให้รองรับการบริหารร้าน เช่น Digital Menu การแนะนำเมนู และการเติมสต็อกสินค้าอัตโนมัติ
ปัจจุบันมีร้านค้ามากกว่า 1,000 แห่งที่ใช้ระบบ Smart POS อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสินค้าและการขายได้สะดวกขึ้น รวมถึงเชื่อมต่อการสั่งซื้อสินค้าผ่าน Makro PRO ให้ร้านค้าสามารถรับสินค้าและบันทึกสต็อกได้ในขั้นตอนเดียว ลดภาระการทำงานและเพิ่มความแม่นยำในการจัดการสินค้า
นอกจากระบบดิจิทัล แม็คโครยังพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อช่วยลดต้นทุนและเวลาในการดำเนินงานของร้านอาหาร เช่น เนื้อสัตว์และปลาแซลมอนที่ตัดแต่งหรือสไลซ์จากโรงงาน เพื่อให้ได้ขนาดและคุณภาพที่สม่ำเสมอ รวมถึงสินค้าแบบพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน
อีกตัวอย่างคือซอสแกงและน้ำราดสำเร็จรูปที่ช่วยลดเวลาเตรียมอาหาร จากเดิมที่อาจใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมง เหลือเพียง 30-60 นาที ช่วยให้ร้านอาหารทำงานได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มเมนูได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนอุปกรณ์หรือพื้นที่ครัวเพิ่มเติม
ผู้ประกอบการยังสามารถเพิ่มเมนูเสริม เช่น ติ่มซำ ซาลาเปา หรือขนมไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าและสร้างยอดขาย โดยใช้วัตถุดิบและสินค้าในเครือข่ายของแม็คโคร
นายธนิศร์กล่าวว่า เมื่อการสั่งซื้อสินค้าประจำวันย้ายไปอยู่บน Makro PRO มากขึ้น หน้าร้านจึงต้องปรับบทบาทเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และความตื่นเต้นให้กับลูกค้า โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่า คุณภาพ รสชาติ และความแปลกใหม่
แนวโน้มผู้บริโภคที่ได้รับอิทธิพลจาก TikTok Society ทำให้ความสนใจต่อสินค้าและเมนูใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ร้านค้าจึงต้องสร้างจุดดึงดูดที่ลูกค้าสามารถพบเห็นและอยากลองได้ทันที
แม็คโครนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ผ่านกิจกรรมและสินค้าในหน้าร้าน เช่น Chef Series ที่ร่วมกับเชฟชื่อดังอย่างเชฟวิลเมนท์–วิลเมนท์ ลีออง” และเชฟแพม พัฒนาเมนูไก่ย่างและสูตรอาหารใหม่หมุนเวียนทุก 2-3 เดือน เช่น ข้าวซอยและเมนูหม่าล่า
นอกจากนี้ ยังมีไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟราคา 8 บาท ที่เปลี่ยนรสชาติเป็นระยะ เช่น รสเอ็ม-150 รวมถึงซาลาเปาลิขสิทธิ์ Minions และซี่โครงบาร์บีคิวราคา 179 บาท เพื่อสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาที่หน้าร้าน
“โลกเปลี่ยนไปแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การสั่งซื้อประจำวันจึงย้ายไปอยู่บน Makro PRO จนแตะแสนล้านบาท ขณะที่หน้าร้านต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างความตื่นเต้นและสร้างความสุข ถ้าธุรกิจร้านอาหารเข้าใจว่าลูกค้าขี้เบื่อ แล้วใช้โซลูชันที่เร็วและความคุ้มค่าเข้าไปตอบโจทย์ ในทุกวิกฤตก็จะมีโอกาสในการเติบโตเสมอ”
นายธนิศร์กล่าวว่า ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา แม็คโครมีบทบาทสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ไปจนถึงร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง โดยวางแนวทางสนับสนุนผ่านสินค้า องค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร
ทั้ง Makro PRO และ Chef’s Club by Makro เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับเชฟ ผู้ผลิต และซัพพลายเออร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และนำไปต่อยอดธุรกิจ
ล่าสุด แม็คโครจัดงาน Makro HORECA 2026 ครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด “FOOD FESTA จุดพลุความคิด จุดไฟธุรกิจ”จนถึง 1 พ.ย. 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้เทรนด์ธุรกิจอาหาร นวัตกรรม การแข่งขัน และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลประกอบการกลุ่มธุรกิจค้าส่งของซีพี แอ็กซ์ตร้าในปี 2568 มีรายได้รวม 283,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 273,491 ล้านบาทในปีก่อน หรือเติบโต 3.7% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 13,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 13,245 ล้านบาท
ส่วนครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้ 147,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้ 140,897 ล้านบาท โดยยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตกว่า 29%